นับว่าเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิตของนายวงกตเลยก็ได้ครับ ตอนนี้อยู่ประเทศไทยแล้วก็ยังรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสประเทศเจ้าของภาษาจริงๆ หลังจากที่เรียนภาษาเยอรมันมาได้ 6 ปีเศษๆ เนื่องจากฐานะทางบ้านก็ไม่มีพอจะส่งไปเรียนต่อเมืองนอกได้ การได้ทุนคงเป็นสิ่งเดียวที่พอจะทำให้ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริงๆ คิดๆไปแล้วก็เหมือนกับความฝันน่ะครับ ทุกวันนี้ยังหยิกแก้มตัวเองอยู่เลยว่า นี่เรื่องจริงหรอเนี่ย...

ต้องขอขอบคุณคณะอาจารย์สาขาวิชาภาษาเยอรมัน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ DAAD ที่ได้มอบทุนสมทบให้ไปศึกษาค้นคว้าวิจัยไกลถึงประเทศเยอรมนีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ (จริงๆก็จะได้มากกว่า 2 สัปดาห์อยู่ครับ แต่นายวงกตติดงานประจำ แค่ลาไป 2 สัปดาห์ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว) ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนเงินทุน คงไม่มีโอกาสได้โบยบินไปไกลขนาดนี้แน่ๆ 55+

เอนทรี่ต่อไปนี้จะเป็นการเล่าถึงชีวิตโดยสังเขปในเยอรมันและเมืองที่ผมไปเยี่ยมชมมานะครับ ส่วนเรื่องของกินจะไว้ที่หลังสุดเลย เพราะคิดว่าคงจะมีคนสนใจไม่มากก็น้อย

********************

ออกเดินทางสู่เยอรมนี

นายวงกตออกจากบ้านเป็นเวลาประมาณบ่ายโมง ถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิก็บ่าย 2 - 3 แล้ว คือต้องบอกว่าตื่นเต้นมากๆ วิตกจริตกลัวขึ้นเครื่องบินไม่ทัน เลยลากแม่และญาติๆไปส่งถึงสนามบิน ประเป๋าเดินทางใบใหญ่หนักประมาณ 14 กิโล และเงินยูโรติดตัวไปนิดๆหน่อย (ไปแลกที่ Superrich นะครับ อย่าไปแลกที่สนามบินเลย เรทไม่โอเค) วันนี้ผมบินด้วยสายการบิน Arab Amirates ต้องไป Transit เครื่องที่ Dubai1 ครั้ง ตอนแรกผมตั้งใจจะซื้อ Lufthansa เพราะมันบินตรงไปเยอรมันเลย แต่รู้สึกว่ามีเรื่องประท้วงกันอยู่ แถมราคายังแพงมหาโหดอีก เลยตัดใจไปเอาเอมิเรตส์ดีกว่า ถูกกว่าแถมได้น้ำหนักกระเป๋าเยอะอีกด้วย (30 กิโลครับ ส่วนสัมภาระขึ้นเครื่องอยู่ที่ประมาณ 7 กิโล)

The truth is that airports have seen more sincere kisses than the wedding halls,
and the walls of hospitals have heard more prayers than the walls of a church.

สนามบินคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติ ผมมาส่งเพื่อนๆหลายคนไปต่างประเทศก็เยอะ วันนี้เป็นคนต้องไปซะเอง รู้สึกหวิวๆยังไงชอบกล เหมือนจะไม่ได้กลับมา บรรยากาศที่สนามบินทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่องนึงชื่อ Love Actually เป็นภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ ว่าด้วยเรื่องความรักของคนหลายๆคู่ที่เกิดขึ้นในช่วงคริสมาสต์ (ซึ่งช่วงที่ผมไป ทั่วทั้งเยอรมันกำลังเริ่มฉลองคริสมาสต์กันอยู่เลย อินสุดๆ) เขาว่ากันว่า เราจะได้เห็นจูบที่แสนจริงใจที่สนามบินมากกว่าในงานแต่งงาน ผมว่าจริงนะ สนามบินเป็นที่ๆมีทั้งคนเสียน้ำตาเพราะการจากลา และเสียน่้ำตาเพราะการกลับมาของใครบางคน เป็นที่ๆทั้งน่าหดหู่และน่าดีใจในคราวเดียวกัน และความรู้สึกอะไรประมาณนี้กำลังจะเกิดกับผมในอีกไม่กี่อึดใจ

ระยะเวลาการเดินทางของผมด้วยสายการบิน Arab Amirates กินเวลาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมงโดยประมาณ มีไปรอเครื่องไปยัง Frankfurt am Main ที่ดูไบเป็นเวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ หลังจากที่โหลดสัมภาระลงใต้เครื่อง ก็ได้เวลาบอกลาครอบครัวเดินเข้าเกตไป รู้ว่าไปแค่สองอาทิตย์แต่ก็อดกังวลไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าเราต้องเจออะไร จะเอาตัวรอดในเยอรมันได้ไหม จะทำอะไรปัญญาอ่อนออกไปรึเปล่า ฯลฯ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว แต่ก็ตัดสินใจมาแล้ว ภาษาเขาเราก็พูดได้ เอาวะ! เอาไงก็เอางั้น 

บทสนทนาเล็กๆกับคนที่มาจากแอฟริกา

ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่อง ชาร์จโทรศัพท์มือถือไปพลาง จู่ๆก็มีผู้ชายคนผิวสีคนนึงมานั่งข้างๆ เขาก็บ่นเป็นภาษาอังกฤษให้ฟังว่ารถแท๊กซี่พาเขาไปส่งที่ดอนเมือง กว่าจะมาถึงสุวรรณภูมินี่แทบแย่ (แล้วมาบอกกูทำไมฟระ) สงสัยเขาคงเหงา ไม่มีเพื่อนคุย อ่ะๆ เราก็คุยกับเขาด้วย เขาเล่าเรื่องการไปเที่ยวของเขาในประเทศไทยให้ฟัง มีบอกด้วยนะว่า กระปี๋รถเมล์เมืองไทยบางคนสวยมาก พอไปเป็นนางแบบได้เลย อ่อ แล้วก็บอกอีกว่า คนไทยไม่กิน "อาหาร" (แล้วพวกกูนี่กินอะไรวะ ปกติ -*-) สาเหตุที่เขากล่าวหามาแบบนั้นก็เพราะว่า อาหารไทยส่วนใหญ่มีเนื้อนิดเดียว ที่เหลือมีแต่พืชผัก ถ้าเป็นที่บ้่านเขานะ สเตกงี้ เนื้อแกะงี้ แบบนั้นสิถึงเรียกว่า "อาหาร" ผมก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ คิดในหัวว่า เอาที่สบายใจเลยจ้า...

เขาถามผมว่า ผมจะไปไหน จะไปทำอะไร ผมก็บอกว่าจะไปทำวิจัยที่ประเทศเยอรมันเกี่ยวกับการสอนวรรณคดีเยอรมัน พี่ท่านก็บอกว่า เสียเวลา (อ้าว อะไรฟระ) เขาบอกว่า เขาตัดสินใจที่จะไม่เรียนหนังสือเองแล้วออกมาขับแท็กซี่ ตอนนี้ขับให้อยู่กับ Uber ที่ประเทศของเขา ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ (เออ ผมเชื่อ มาเที่ยวได้ไกลขนาดนี้ก็ต้องรวยมั่งหละ) พี่คนผิวสีย้ำอีกว่า ถ้าเขามีลูก เขาก็จะให้ลูกออกมาหางานทำเหมือนกัน 

ผมเลยเอากลับมาคิดว่า ชีวิตคนเรานี่ก็ช่างแตกต่างกันเหลือเกินทางความคิด บางคนตั้งใจจะเรียนให้ตายไปข้าง ไม่จบที่ดอกเตอร์ก็ไม่หยุด ในขณะที่อีกคนขอแค่มีกินมีใช้ ทำมาหากินได้ไปวันๆก็พอใจแล้ว ต้นทุนทางครอบครัว สภาพแวดล้อม และปัจจัยทางสัมคมก็มีส่วนสำคัญให้ต้องดิ้นรนขวนขวาย ผมเริ่มกลับมากระซิบถามตัวเองว่า แล้วเราเรียนไปทำไมวะ? เราเรียนจบสูงไปเพื่ออะไร ข้างในใจก็ตะโกนกลับออกมาว่า เพื่ออนาคตที่ดีกว่า แต่ "ดีกว่า" ที่ว่านี่คืออะไร ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็กลับมาถามตัวเองด้วยคำถามเดิมๆแบบทุกๆครั้งว่า ชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่?

ผมชักเริ่มอิจฉาชีวิตพี่แกแล้วสิ...

แอร์บัส อะไรนะ?

อย่ามาถามเรื่องประเภทของเครื่องบินเลย ผมไม่รู้เรื่องหรอก จริงๆก็เพิ่งบินไปต่างประเทศไกลๆก็ครั้งนี้ครั้งแรก พี่คนผิวสีก็บอกว่า โชคดีนะ เครื่องบินลำนี้ลำใหญ่นอนสบายงั้นงู้นงี้ ไอ้เราก็ผงกหัวเห็นด้วยแบบขอไปที ในใจก็คิดว่าพี่นี่แม่งพูดเก่งเหลือเกิน กูง่วง 55+

พนักงานต้อนรับเรียกขึ้นเครื่องแล้ว ได้เวลาลาจากมาตุภูมิเสียที เครื่องจะออกประมาณ 2 ทุ่มครึ่งครับ เครื่องบินที่ว่าของสายการบินนี่ลำใหญ่จริงๆ อ่อ ผมนั่งชั้น Economy นะ ไม่งั้นได้ขายตัวแลกเงินยูโรแน่นอน พอได้ที่นั่งเสร็จปุ๊บ ฟังกัปตัน แอร์ ฯลฯ พูดจบก็ได้เวลานอนหลับสักที ระหว่างการเดินทางก็มีเสิร์ฟอาหารให้หนึ่งครั้ง แม้ห้องจะโอดโถงขนาดไหน แต่ที่กินข้าวนี่ช่างเล็กเหลือเกิน ลุงที่นั่งข้างๆก็เป็นฝรั่งตัวใหญ่ๆ กินลำบากไปอีก

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างนึงของสายการบินนี้คือ มีที่ชาร์จ มีหนัง มีเพลงให้ฟังระหว่างอยู่บนเครื่องด้วย ช่างสบายอะไรเยี่ยงนี้ นอนไปฟังเพลงไป เผลอไปแปบเดียวก็ 6 ชั่วโมง ได้เวลาลงจากเครื่องไปรอเครื่องบินถัดไปที่ดูไบสักที

ดูไบดู ดูไบดู ดูไปเสียตาาาา...

(ร้องตามทำนองดูไหมดูนะครับ ฮาาา) ง่วงก็ง่วง กว่าคนจะลงหมดเล่นเอาหงุดหงิดไม่น้อยเลย สนามบินดูไบใหญ่มากครับ แถมมีพอร์ทเยอะแยะมากมาย ต้องอ่านป้ายดูดีๆไม่งั้นหลงแน่ๆ ผมจำได้ว่าต้องนั่งรถไฟไปต่ออีกพอร์ทนึง เดินไปง่วงไป น้ำก็กระหาย แต่ไม่มีเงินที่จะสามารถซื้อได้ น่าเศร้าใจจริงๆ


อ่าห์ นี่คือสนามบินดูไบ

ตอนนี้เริ่มเจอคนเยอรมันบ้างแล้วครับ ตื่นเต้นสุดๆ เหมือนเด็กๆยังไงไม่รู้ เท่าที่ดูตอนนี้เหลือคนเอเชียแค่ไม่กี่คน ไม่มีคนไทยเลย นั่งรอได้ประมาณ 1 ชม.เศษๆ เราก็ได้ขึ้นเครื่องอีกครั้ง กำหนดการที่จะถึงแฟรงค์เฟิร์ตอยู่ที่ประมาณ 8 โมงเช้าของเยอรมนี อากาศอยู่ที่ -2 องศาเห็นจะได้ ผมก็เริ่มเอาเสื้อคลุมมาใส่บ้างไปถึงจะได้ไม่หนาวจนเกินไป เพราะเพื่อนร่วมงานของผมเขาบอกว่า มีบางคนไปถึงนู่นเจออากาศหนาวฉับพลันแล้วชอคเข้าโรงพยาบาลก็มี ไอ้เราก็กลัวสิ ก่อนมาก็ซัดถั่วไปหลายเม็ดอยู่กะขุนให้อ้วนก่อนไปกันเลยทีเดียว ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆที่ทำงานมา ณ ที่นี้

Airbus อีกแล้วครับ

ผมชอบทางเดินในเครื่องบินมากๆเลย มันสวยดี เหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวน้อยใหญ่

แฟรงค์เฟิร์ต อัม ไมน์ (Frankfurt am Main)

จริงๆแล้วคนเยอรมัน เค้าจะอ่านออกเสียงว่า ฟรังค์ฟวร์ท อัม ไมน์ นะครับ หลายๆคนสงสัยว่าทำไมต้องมี มัน ไมน์ ด้วย นั่นเพราะว่า ประเทศเยอรมนีมีฟรังค์ฟวร์ทอยู่ 2 ที่ คือ ฟรังค์ฟวร์ท อัม ไมน์ และ ฟรังค์ฟวร์ท อัน แด โอเดอ (Frankfurt an der Oder) ซึ่งเรียกตามชื่อแม่น้ำนั่นเอง แต่ตัวสนามบินจะอยู่ที่ฟรังค์ฟวร์ท อัม ไมน์นะครับ ไม่หลงแน่นอน

ถึงสนามบินแล้ว ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่แสนหินได้ทั้ง 2 รอบด้วยภาษาเยอรมันที่ร่ำเรียนมา ช่างโชคดีอะไรเยี่ยงนี้ ต่อไปคือต้องไปยัง Fernbahnhof หรือ สถานีรถไฟที่วิ่งข้ามรัฐ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวสนามบินไปนิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงครับ มี Shuttle bus ที่ไม่เสียค่ายบริการคอยบริการอยู่

กำลังนั่ง Shuttle Bus ไปยัง Fernbahnhof

สำหรับคนที่พูดเยอรมันไม่เป็น คนเยอรมันเจเนอเรชั่นใหม่ๆ เค้าพูดอังกฤษได้แล้วนะครับ ไม่ต้องกังวล ถ้ากับคนแก่ๆก็อาจจะมีปัญหานิดหน่อย พอไปถึงที่ Fernbahnhof แล้ว ก็ต้องซื้อตั๋วรถไฟ ผมกลั้นใจไปซื้อที่เครื่องครับ เพราะว่าถ้าไปดีลกับคนขายตั๋วเค้าจะชาร์จเงินค่าให้คำปรึกษาด้วย (จะทำอะไรในเยอรมัน แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำก็ต้องเสียเงินนะครับ) ไปกดๆก็งงๆกันอยู่นานสองนาน ค่าตั๋วก็ไม่ใช่ถูกๆนะครับ ตอนที่ผมซื้อมันอยู่ที่ 71 ยูโร (2xxx บาทตามเรท ณ ตอนนั้น) แล้วต้องเชคชานชาลาดีๆตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วเลย เพราะเวลาตั๋วมันเด้งออกมาแล้ว จะไม่มีเขียนชานชาลาไว้ให้นะครับ เดี๋ยวหลงขึ้นมา ไม่ได้ขึ้นรถไฟหละแย่เลย

ที่ Fernbahnhof

เอาหละ เมืองที่ผมต้องเดินทางไป คือเมืองที่มีชื่อว่า Jena (เยนา) ซึ่งเป็น Universitätsstadt (เมืองมหาวิทยาลัย) ตั้งอยู่ที่รัฐ Thüringen (ทือริงเงิ่น) ใช้เวลาจากที่นี่ไปประมาณ 3 ชั่วโมง ต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่เมือง Erfurt (แอฟวร์ท) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐทือริงเงิ่น

รถไฟที่ผมนั่งไป คนเยอรมันเรียกกันติดปากว่า ICE (อี เซ เอ) ให้เทียบกับบ้านเราก็คงเป็นรถสปิ้นเตอร์อะไรทำนองนั้น เป็นรถที่วิ่งเร็วมาก และก็แพงมากเช่นกัน ถ้าเราไม่ได้จองที่นั่งมาก่อน เราต้องเดินหาที่นั่งกันเองนะครับ โดยให้หาที่ๆไม่มีไฟสีแดง ถ้ามีไฟสีแดงขึ้น นั่นคือมีคนจองแล้ว นั่งไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนไล่นะครับ 

อันนี่ที่ Erfurt

พอไปถึงแอฟวร์ท นายวงกตต้องเปลี่ยนรถไปรถที่วิ่งในเฉพาะท้องถิ่น (น่าจะเรียกว่า DB Regio นะครับ) ถัดจากนี้ไปอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเมืองเยนาแล้วครับ ผมนัดกับเจ้าของหอไว้ให้เขามารับที่สถานีรถไฟ เดี๋ยวเรื่องราวจะเป็นยังไง จะมาเล่าให้ฟังในเอนทรี่ถัดไปนะครับ

 

ด้วยรักและเบียร์

นายวงกต

18.12.2016

*************

เกรดเล็กเกร็ดน้อย

รัฐทือริงเงิ่นที่ผมจะไปอยู่ทางตะวันออกของเยอรมนี ตัวฟรังฟว์รทที่ผมไปลงอยู่ที่รัฐ Hessen (เฮสเซิ่น) ดูจากแผนที่ก็ไม่ได้ห่างกันมากครับ ส่วนฟรังฟวร์ท อัน แด โอเดอ นี่อยู่รัฐ Brandenburg (บรันเดนบวร์ก) เลย อย่าบอกผิดนะครับ ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผมอยู่ในเยอรมนีผมได้ไปทั้งหมด 3 รัฐด้วยกัน โดยอีกรัฐนึงชื่อ Sachsen (ซัคเซิ่น) และเมืองที่ผมจะไปคือ Dresden (เดรสเดน) เมืองในฝันของใครหลายๆคนนั่นเอง

Comment

Comment:

Tweet