แต่ก่อนนายวงกตได้แต่ไปส่งคนโน้นคนนี้ที่สนามบิน ใครจะไปรู้ว่าวันนึงเด็กบ้านนอกคนนี้จะได้มีโอกาสได้นั่งเครื่องบินไปต่างประเทศสักที แต่การได้มาซึ่งตั๋วเครื่องบินนั้นต้องแลกกับการทำรายงานวิชาการในสาขาภาษาเยอรมันแบบเอาเป็นเอาตาย นายวงกตก็แอบนั่งท้ออยู่หลายวัน สุดท้ายแล้วเราก็ทำมันสำเร็จ ได้ไปต่างประเทศสมใจ (พร้อมกับแบกเอาหน้าตาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย 55+//ร้องไห้แพร๊บ)

ว่าแล้วก็ขอจัดกระเป๋าสักหน่อยนะครับ แฮะๆ

ออกตัวก่อนนะครับว่านี่อาจจะไม่ใช่รีวิวสถานที่ท่องเที่ยวสะทีเดียว (เพราะเจ้าตัวจำไม่ได้ 55+) หัวใจหลักของการเดินทางไปอินโดนีเซียในครั้งนี้คือ "การไปนำเสนอผลงานทางวิชาการ" พร้อมกับเหล่านักวิชาการทางด้านภาษาเยอรมันในเขตภูมิภาคอาเซียน เอาเป็นว่า ผมเก็บบรรยากาศมาฝากและกัน เผื่อใครอยากจะแวะไปเที่ยวแดนดินถิ่นอิเหนาแห่งนี้บ้าง

วันที่ 12 กันยายน 2559
ดอนเมืองแอร์พอร์ต

มันเป็นวันที่ 'ฟัคกิ้ง ชิท' มาสำหรับผม
เอาจริงๆนะ ลำพังแค่จะข่มตานอนให้หลังยังยากเลยครับ ไอ้การต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 นี่มันอาชญากรรมมากๆ และหวังว่าชาตินี้คงตจะไม่ต้องตื่นเช้าอะไรเบอร์นี้อีก หลังจากงอแงอยุ่บนเตียงสักพักก็ต้องตบหน้าตัวเองแรงๆ 3 ทีไปล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน บลาๆๆ ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางลงมา เรียก Grab Taxi ที่จองไว้ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ให้มารับ

ถึงสนามบินดอนเมืองโดนสวัสดิภาพ...

คือผมว่าแล้วว่าผมต้องมาถึงก่อนแน่นอน ให้ตาย

ผมถึงสนามบินดอนเมืองตอนตี 3 กว่า นั่งรอจนถึงตี 4 นิดๆกว่าอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยของผมจะมากันครบ ในทีมของรามคำแหงจะมีส่วนที่เป็นอาจารย์คนไทยประมาณ 4 คน กับอาจารย์ต่างชาติอีก 2 คน

เอาหละ วันนี้ผมจะขอทำตัวเป็นคนมีความรู้สักหน่อย ผมเชื่อว่าคงมีหลายๆคนที่คงงงเหมือนกับผมในตอนแรกที่สนามบิน เชคอง เชคตอินมันคืออะไร ผมจะขออรรถาธิบาย (อนึ่ง ไว้เตือนความจำ) ไว้ตรงนี้แล้วกวันนะครับ

  • ลากกระเป๋าผ่านเข้าไปในโซนที่จะต่อคิวเชคอิน (อ่าม ลืมบอกไปว่าวันนี้สายการบินที่จะพาผมบินไปแดนอิเหนาคือ AirAsia นะครับ) ขั้นตอนนั้น เราต้องเหวี่ยงกระเป่าขึ้นไปบนสายพานให้เค้าสแกนดูสิ่งแปลกปลอม ถ้าไม่มีอะไรก็ไปต่อกันได้
  • อย่าลืมปริ๊นตั๋วออกมานะครับ พอไปถึงเคาท์เตอร์ ตรงนี้เราต้องยื่นตั๋วที่เราปริ๊นให้กับเจ้าพนักงานแสนน่ารักที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับชั่งกระเป๋าเพื่อที่จะโหลดขึ้นเครื่อง อนึ่ง เค้ามีกำหนักน้ำหนักกระเป๋าที่จะให้เอาขึ้นเครื่องด้วยนะครับ ให้เชคกับสายการบินดีๆ ถ้าเกินกำหนดก็มีอยู่สองทางเลือก คือ จะแบกขึ้นเครื่อง หรือ จะเอาของบางอย่างออก (ความรู้: สัมพาระที่นำติดตัวขึ้นเครื่อง ภาษาเยอรมันเราจะเรียกว่า das Handgepäck นะครับ)
    • ที่ต้องระวังก็คือ ถ้าเอาของพวกที่เป้นน้ำๆไปด้วย แบบพวก แชมพู โรออน บลาๆ ผมแนะนำให้ทำยังไงก็ได้ให้ได้โหลดเข้าใต้เครื่องนะครับ เพราะของเหลวไม่สามารถน้ำติดตัวขึ้นเครื่องไปได้ (ไม่รู้ว่าเพราะอะไร วอนผู้รู้ช่วยบอกที) ถ้าจะเอาขึ้นไป ก็จะถูกจำกัดปริมาณ
  • เอาหละ โหลดของเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลารอเข้าเกตครับ ที่ดอนเมืองมันจะแบ่งเป็นสองโซน คือฝั่งของพาสปอร์ตไทย กับ พาสปอร์ตต่างชาติ อย่างหลงหละ ที่ตรงนี้ เราต้องกรอกบัตรขาออกของตม.ไทยให้เรียบร้อยด้วย แล้วยินให้เค้าก่อนที่เราจะผ่านด่านเข้าไปสแกนลายนิ้วมือ

 

  • หลังจากสแกนลายนิ้วมือแล้วก็จะเป็นในส่วนของดิวตี้ฟรีและครับ เก็บไว้ช็อบขากลับไทยก็ได้ แต่ผมไม่ค่อยมีเงิน เลยได้แต่อ้อมแอ้มไปก่อน
  • อีกเรื่องนีงสำคัญมาก และเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตของนายวงกต คือ อย่าแลกเงินที่สนามบินนะครับ เพราะมันให้เรตราคาเราต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากๆ อดใจไปรอที่ประเทศเค้าดีกว่า หรือควรจะแลกมาก่อนในตัวเมือง ผมแลกเงินรูเปีย (สกุลเงินอินโดฯ)ที่สนามบิน 2000 บาท ได้มาประมาณ 450000 รูเปีย พอไปแลกที่ดินโดฯ 2000 บาท เท่ากัน ผมได้มา 720000 รูเปีย (เชดโด้... ทำไมไม่เป้นเงินบาทไทยนะ TvT)

อ่อ ของกินในสนามบินนี่แพงมากเลยนะครับ ผมได้แซนวิชที่แบลคแคนยอนมา 90 กว่าบาท ได้แต่กินพอประทังชีวิตไปก่อนระหว่างรอขึ้นเครื่อง

เที่ยงบินของผมจะต้องไปทรานซิทที่มาเลเซีย Turely asia (เคยฟังตอนเด็กๆ ...ทีแห่งนี้ คือแดนมหัศจรรย์...) คนค่อนข้างจะแต็มไฟลท์หงุดหงิดยินหน่อย แต่ความหงุดหงิดของผมมันสู้ความตื่นเต้นที่จะได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกไม่ได้เลย แล้วความคิดอกุศลทั้งหลายแหล่ก็ประเดประดังเข้ามา เฮ้ย... แล้วถ้าเครื่องบินตกกูจะทำไงวะ กูจะเป็นโรคกลัวเครื่องบินรึเปล่า บลาๆ แต่สุดม้ายผมก็รอดมาเขียนเรื่องเล่าให้ทุกคนฟังเนี่ยแหละครับ 55+

แม้ว่าผมจะได้นั่งตรงกลาง แต่ก็โชคดีที่ว่าคนที่นั่งริมหน้าต่างมันไม่มีคน ผมเลยได้เห็นวิวท้องฟ้าขาวโพลนเป็นครั้งแรกในชีวิต (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปเพราะกับลำเพลิดเพลินกับการสาธิตการรัดเข็มขัดและความปลอดภัยต่างๆของเหล่าแฮร์โฮสเตจอยู่) พอเครื่องบินบินไปได้สักพัก อาจารย์ฝรั่งก็เดินมาถามว่า เธอโอเคใช่ไหม? รู้สึกว่าแกเป็นห่วงเรามาก (แอบมาคิดๆดูอีกที นี่กุทำตัวน่าห่วงขนาดนั้นเลยหรอ ไอ้หมา) 

มาเลยเซีย Turely Asia

ไม่กี่ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบินที่มาเลเซียกัน ที่นี่เราต้องรอเปลี่ยนเครื่องเป้นเวลาหลายชั่วโมงเลยทีเดียว หิวก็หิว ไหนๆก็มาและ ต้องลองจัดอาหารมาเลย์สักหน่อย 

ยอม ยอมเป็นข้าวมันไก่ สรุปคือข้าวมันไก่ 
จำชื่อร้านไม่ได้และ แต่ก็พอกล้อมแกล้ม อร่อยดี

โชคดีที่สนามบินมีไวไฟ ก็เลยได้ใช้เล่นอินเตอร์เนตพักผ่อนหย่อนใจบ้าง พอครบกำหนดเวลา ก็ต้องกลับไปวนลูปเดิม คือ เชคอิน โหลดกระเป๋า ฯลฯ บันเทิงดีแท้ สุดท้ายเราก็เข้าเกตไปกันอีกรอบเพื่อที่จะรอไฟล์ทไปยังแดนอิเหนา...

อ่าม ลืมบอกไป (อีกแล้ว) ว่าเมืองที่ผมจะไปคือเมืองที่มีชื่อว่า บันดุง (Bandung) แต่อย่ามาถามประวัติกับผมนะว่ามันมีอะไร ผมเชื่อว่ามีคนที่ทำรีวิวเจ๋งๆไว้แล้วหละ ผมเองก็ไม่ค่อยรู้อะไรหรอก อิอิ

บนเครื่องบินที่จะบินตรงไปบันดุงนี่น่ากลัวมากครับ คือ มันดันมีพายุฝนด้วย ความรู้สึกเหมือนได้เล่นโรลเลอโคสเตอร์ ขึ้นลง เครื่องส่ายคนจะคลื่นไส้ ประกอบการอาการกลัวด้วยยิ่งแล้วใหญ่เลย สุดท้ายกัปตันก็พาเรามาลงจอดที่สนามบินในเมืองบันดุงได้อย่างประสบความสำเร็จ พร้อมกับความโล่งใจของเหล่าผู้โดยสารทั้งหลาย

เรื่องฮาๆเกิดขึ้นตอนที่เจอต่านตรวจคนเข้าเมืองที่บันตุงนี่แหละครับ คือ จนท. แกหน้าตาน่ากลัวมาก ถามเราว่าเราพูดภาษาอินโดนีเซียไหม ตอนนั้นตกใจ พอบอกว่า เฮ้ย ผมพูดไม่ได้ แกก็ตามเป็นภาษาอังกฤษว่า "มาทำไม?" โอ้ พระสงฆ์... คือหน้าพี่ก็น่ากลัวอยู่แล้ว ยังถามคำถามแบบนักเลงอีก ภาษาอังกฤษก็เกิดพังใช้งานไม่ได้ครับ นึกออกแต่ภาษาเยอรมัน เลยต้องให้อาจารย์ช่วยเคลียร์ให้ แล้วเราก็รอดปลอดภัย

วันแรกของการเดินทางมาถึงยังไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ครับ กว่าจะถึงที่พักต่างคนต่างหมดแรงเข้าต้มกันหมดแล้ว ผมพักที่โรงแรม Best Western ที่อยู่แถวๆย่านการค้าของเค้าเลยก็ว่าได้ 

ว่าแล้วก็โชว์ห้องให้ดูซะเลย ห้องใหญ่ขนาดสองคนนอน แต่ผมนอนคนเดียวนะ สบายเลย 55+

คืนนี้คงเป็นอีก 1 คืนที่ยาวนานสำหรับผม เพราะผมต้องซ้อมพรีเซนต์งานวิชาการที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ สระว่ายน้ำเอย ฟิตเนสเอย เอาไว้ก่อน

แล้วเดี๋ยวผมจะมาต่อนะครับว่าเรื่องราวชีวิตของผมในบันดุงจะเป็นยังไง บอกตรงว่าตื่นเต้นมากกับการมาต่างประเทศครั้งแรก ไม่ว่าอะไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยนะครับ

 

ด้วยรัก

นายวงกต

23.09.2016

edit @ 23 Sep 2016 21:21:07 by Labyrinth_wall

edit @ 23 Sep 2016 21:21:16 by Labyrinth_wall

edit @ 23 Sep 2016 21:29:04 by Labyrinth_wall

Comment

Comment:

Tweet