08.11.2558

ห่างหายจากการเขียนบล็อคมานานพอสมควร วันนี้เลยอยากจะเอาสาขาวิชาที่ตัวเองเรียนอยู่มาบอกต่อซะหน่อย เนื่องจากว่าไม่ค่อยมีคนเขียนถึงหลักสูตรนี้เท่าไหร่ (เพราะว่าคนเรียนน้อยมั้ง) เผื่อว่าคนที่สนใจเสิร์ซหาเจอจะได้อ่านเป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจ หรือถ้าใครมีปัญหาอะไร คอมเมนท์หรือทิ้งอีเมลล์ไว้ได้นะครับ ถ้านายวงกตช่วยได้จะช่วยเต็มที่เลย

ข้อมูลหลักสูตร ดูได้จากลิงค์ข้างล่างเลยนะครับ ทั้งวิชาเรียน ประวัติสาขาวิชา บลาๆ 

Internationales Programm Master of Arts in Deutsch als Fremdsprache (DaF)

MA-Studiengang Deutsch als Fremdsprache


ลักษณะของหลักสูตร

หลักสูตรภาษาเยอรมันในฐานะภาษาต่างประเทศของรามฯ (เรียกสั้นๆว่า รามฯ แล้วกันนะครับ) เป็นหลักสูตรที่เปิดสอนเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด ใช้เวลาในการจบการศึกษาประมาณ 2 ปี (เน้นว่าประมาณ ฮ่าฮ่า) เป็นสอนเป็นภาคพิเศษ คือ เรียนเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ในแต่ละปีมีนักเรียนทั้งในประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงต่างชาติให้ความสนใจมาเรียนต่อในสาขาวิชานี้กันมาก ทั้งนี้เป็นหลักสูตรนานาชาติแห่งเดียวที่เปิดสอนในเขตภูมิภาคอาเซียน (อ้างอิงนะจ๊ะ)

หลักสูตร DaF ของรามฯมีต้นแบบมาจากหลักสูตร DaF ของมหาวิทยาลัยเมืองไลพ์ซิก เรามาสามารถแบ่งออกเป็น 5 สาขาย่อยๆได้ภายในดังนี้ 

  1. Landeskunde (วัฒนธรรมศึกษา)
  2. Literaturwissenschaft (วรรณคดี)
  3. Sprachwissenschaft (ภาษาศาสตร์)
  4. Methodik und Didaktik (หลักสูตรและการสอน)
  5. Übersetzung (การแปล) <---- แต่สาขาการแปลมีแยกต่างหากแล้วนะครับที่รามฯ ในสาขา DaF ก็จะได้เรียนบ้าง แต่ไม่เน้นหนักมาก

เราสามารถเลือกเรียนและเลือกทำวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ หรือ ศึกษาอิสระได้ตามความถนัดและความสนใจ ในปีแรกๆ เราจะได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับทุกสาขาใน DaF ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าเราเหมาะกับเรื่องไหน

จะเห็นได้ว่าสาขาวิชาที่เรียนค่อนข้างหลากหลายมาก หลังจากจบไปนอกจากเป็นอาจารย์สอนภาษาเยอรมันแล้ว ยังประยุกต์เอาความรู้ที่เรียนไปใช้ในบริบทอื่นๆได้อีกตามแต่ที่ตัวเองสนใจ เช่น ท่องเที่ยว หรืองานในองค์กรระหว่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาเยอรมัน เป็นต้น

ค่าเทอม

ถูกมากกกกกก บอกแค่นี้พอ 55+

ข้อสอบเข้า

รุ่นผมมี 2 พาร์ทคือ สอบข้อเขียนกับสอบสัมภาษณ์

  • ข้อเขียนจะเป็น Choice ง่ายๆ ระดับ A1 - B2 จากการกะประมาณด้วยสายตา ทำให้ข้อสอบข้อเขียนนั้นง่ายมาก เป็นการวัดไวยากรณ์ล้วนๆ มีสำนวนบ้างนิดๆหน่อยๆ พอจะเดาได้ ทำเพลินจนหมดเวลวาสอบ
  • สัมภาษณ์น่าจะเป็นอีกสัปดาห์นึงถัดมา เป็นการสัมภาษณ์ภาษาเยอรมันกับเจ้าของภาษาทั้งหมด ถ้าทำข้อเขียนได้ดี แต่สัมภาษณ์พูดไม่ได้เลย ก็ไม่ได้ไปต่อนะครับ (มีหลายคนเหมือนกันที่ตกสัมภาษณ์ น่าเสียดาย) หลังจากนั้นก็รอประกาศผลสอบ

คนที่ได้คะแนนสอบเข้าในระดับดีมาก จะได้รับการงดเว้น ไม่ต้องเรียนรายวิชาปรับพื้นฐาน 2 ตัว (แต่เอาเข้าจริงๆ อาจารย์เขาบังคับให้นักศึกษาไทยเรียนหมดครับ ไม่ว่าจะได้คะแนนดีหรือไม่ดี 55+)

การเรียนในชั้นเรียน

แม้จะมีเพื่อนคนไทยเยอะ แต่ก็มีเพื่อนต่างชาติอยู่ไม่น้อย ทำให้การเรียน หรือการพูดคุยกันในห้องต้องใช้ภาษาเยอรมันในการสื่อสาร อาจารย์ส่วนใหญ่ที่เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชาจะเป็นอาจารย์เจ้าของภาษา เอกสารประกอบการสอน สไลด์ ฯลฯ ทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมันหมด เรียกได้ว่า ได้พูดเยอรมันกันตั้งแต่เช้ายันดึกเลยทีเดียว (ดึกจริงๆนะ)

สำหรับคนที่คิดจะมาแค่ฝึกภาษาเยอรมันเฉยๆ คุณคิด.... ผิดครับ (แอ๊ดดดดดดด X) เพราะมันคือการเรียนระดับปริญญาโท ถ้าคิดจะเรียนแค่เอาภาษาเฉยๆ แนะนำว่าไปเรียนตามสถาบันสอนภาษาทั่วๆไปดีกว่า แต่ไม่เสียความรู้สึกด้วย เพราะการเรียนที่นี่ต้องเขียนงานวิชาการเป็นภาษาเยอรมันด้วย กว่าผมจะผ่านมาได้ แทบรากเลือด

เทอมแรก จะเป็นช่วงแห่งการปรับตัว สอบเข้ามาแล้วดีใจ อยากเรียนตัวสั่นใจจิขาด หลังจากนั้นก็ค่อยๆเริ่มทยอยถอนออกไป เพราะว่าไม่ตอบโจทย์บ้าง ฟังไม่รู้เรื่องบ้าง มีหลากหลายเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป ตลอดทั้งหลักสูตรนี่ เห็นหน้ากันบ่อยจนแทบจะจำกันได้อยู่แล้ว ตอนนี้รวมสองปีไม่น่าจะถึง 15 คนแล้วครับ (ร้องไห้)

ในบางเทอม หรือบางรายวิชาก็จะมีการเชิญแขกรับเชิญพิเศษจากเยอรมนีมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยด้วย หรือบางทีก็มีการจัดคอนเฟอเรนส์กันที่มหาวิทยาลัยเป็นภาษาเยอรมันเลยก็มี ซึ่งแน่นอนว่าบังคับนักศึกษาให้เข้าฟังด้วย (ฮา) มหาิวทยาลัยนี่เจ๋งจริงๆ สามารถจัดหนักจัดเต็มให้นักศึกษาได้ขนาดนี้

 

 

ส่วนตัวกันบ้าง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าสาขานี้หนักพอตัวเลยหละ
หนักที่ 1 คือเรื่องของเวลาเรียนซึ่งบดบังเบียดเบียนทั้งเวลาทำงานและชีวิตส่วนตัว
หนักที่ 2 คือเรื่องของภาษาที่เราไม่ได้แวดล้อมด้วยภาษานั้นๆจริงๆ (คือในห้องก็พูดเยอรมันนะ พอออกมานอกห้องก็เจอแต่คนไทยนี่หว่า) เราก็ไม่ได้คุ้นเคยกับมันมาก แค่คุ้นในระดับหนึ่งซึ่งบางทีอาจจะทำให้เราไม่ได้ใช้ภาษาบ่อยเท่าอยู่ในประเทศที่มีแต่เจ้าของภาษา
หนักที่ 3 คืองานเยอะมากกกกกกกกกก เห็นได้ข่าวแว่วๆว่าต้องมีงานเขียนทุกเทอมเป็นภาษาเยอรมัน เรียกได้ว่า... เรียนนี่ต้องใช้ใจล้วนๆเลย ถ้าจบไปคงจะภูมิใจน่าดู

ถ้าไม่ติดภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย หรือเป็นคนที่ไม่สนใจชื่อเสียงมหาวิทยาลัย การเรียน DaF ที่นี่ผมว่าคุ้มสุดๆเลยนะ ค่าเทอมก็ไม่แพง แถมยังได้เรียนเป็นนานาชาติอีกต่างหาก ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะว่า คนส่วนใหญ่ยังติดภาพรามฯเป็นมหาวิทยาลัยราคาถูก เข้าง่าย (แต่จบยากนะเธอ) เสียดายคนที่คิดแบบนั้นจริงๆ เพราะอาจารย์รามฯเก่งๆมีเยอะมาก (ในสาขาผมนี่ก็เต็มและ) แต่ก็ไม่อาจดึงดูดให้คนเก่งๆมาเรียนได้ (คือ ไม่มีใครพุ่งเป้าหมายว่าจะมาเรียนเรียนตั้งแต่แรกหรอก นอกเสียจากว่าจะเรียนควบไปอีกใบ เป็นต้น)

อ่อ.. เกือบลืม การเรียนปริญญาโทต้องเข้าเรียนนนะครับ ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือแล้วไปสอบอย่างที่หลายๆคนเข้าใจกัน (นายวงกตว่า ถ้าไม่เข้าเรียนแล้วหาญกล้าอ่านเองคงดับอนาถแน่นอน เพราะขนาดเข้าไปนั่งตั้งใจฟังยังแคะหูแล้ว แงะหูอีก เฮ้อ...)

 

สำหรับผมตอนนี้ เพิ่งจบเทอมแรกไปหมาดๆ เพิ่งสอบตัวสุดท้ายเสร็จไปวันนี้ มีเวลาปิดเทอมอยู่ 4 สัปดาห์ก่อนจะเริ่มเทอมใหม่ คอยดูแล้วกันนะครับว่าผมจะไปได้ไกลแค่ไหน เอาใจช่วยด้วยและกัน

 

รักนะครับ

นายวงกต

08.11.2015

ป.ล. ช่วงนี้งานประจำก็ไม่ได้ยุ่งหรอก แต่หาแรงบันดาลใจให้ลงบลอคไม่ค่อยมี เฮ้อ....

Comment

Comment:

Tweet