วันที่ 14 มิถุนายน 2558
 
ถ้าเรียนจบ...จะทำอะไรต่อครับ?
 
เมื่อก่อนผมตั้งใจว่าจะเรียนต่อปริญญาโทเลย เพราะว่าผมคิดว่า ชีวิตนี้ผมคงทำอะไรไม่เก่งนอกจากเรียนหนังสือ (ฮา) แต่พอได้มาเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆแล้ว ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา มันทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิดเอาเสียใหม่ ประกอบกับช่วงนี้สถานภาพทางการเงินที่บ้านผมค่อนข้างจะมีปัญหา แม่ผมเลยบอกกับผมว่า ถ้าเรียนจบแล้ว ให้ลองออกมาหางานทำดูก่อนดีไหม?
 
แน่นอนว่า ตามประสาเด็กที่ไม่รู้จักโลกดีพอ
การบังคับให้ตัวเองต้องออกไปสู้กับสิ่งที่อยู่โลกภายนอกเป็นอะไรที่โหดร้ายมาก 
จนคิดในใจว่า แม่ไม่รักเราหรอ ถึงอยากให้เราไปทำงาน
 
แต่อีกใจก็คิดว่า
น่าจะดี ถ้าเราจะลองเอาความรู้ที่เราสั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่เรียนมหาลัยไปลองใช้ดูจริงๆ
ดูสิว่ามันจะสูญเปล่าทางการศึกษารึเปล่า.
 
หลังเรียนจบ เพื่อนบางคนตัดสินใจเรียนต่อเลย ทั้งในและนอกประเทศ
บางส่วนไปทำงานเหมือนผม บ้างก็สร้าง Gap Year ให้กับตัวเองได้พัก
ผมเริ่มงานแรกในอีกไม่กี่สัปดาห์ให้หลัง หลังจ่ากสอบไฟนอลเสร็จ และเป็นคนแรกๆที่ได้งานก่อนใครในเอก
และอาจจะเป็นคนแรกๆ ที่โดนไล่ออกเพราะไม่ผ่านช่วงทดลองงานอีกด้วย (ฮา...)
 
นั่นเป็นจุดแรกที่ทำให้ผมรู้สึกว่า
เกียรตินิยมที่ผมอุตส่าห์สู้กัดฟันเรียนจนได้มันมา มันแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย
ต่อให้เราเก่งมากมายขนาดไหนในรั้วมหาวิทยาลัย
แต่บนโลกของความเป็นจริงอาจจะไม่ได้ต้องการคนเก่งขนาดนั้น
 
บางที...ชีวิตการทำงาน อาจไม่ได้ต้องการคนเรียนเก่ง
แค่ทำงานได้ เรียนรู้งานไว และเข้ากับเพื่อนได้ แค่นั้นก็พอแล้ว
 
นั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการตกงานในครั้งนั้น เป็นเวลา 1 เดือนกว่าๆ
และแน่นอนว่า มันทำให้ผมโตขึ้น และได้รู้จักกับสังคมการทำงานขึ้นอีกเป็นกอง
 
ในฐานะที่ผมทำงานมาได้ปีกว่าๆ ผ่านการเปลี่ยนงานมาหลายที่ในปีเดียว กว่าที่ผมจะเจองานที่ถูกใจ ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์อยู่หลายต่อหลายวัน การหางานที่ใช้่ อะไรที่ชอบจึงไม่ใช่เรื่องง่าย มันเหมือนกับการเสี่ยงดวง หลายคนเจองานที่ถูกใจในงานแรกก็โชคดีไป หลายคนทำมาตั้งนานก็ยังไม่เจอก็มี ที่ทนๆทำ ก็เพราะว่ามันเป็นงานที่ทำได้ และได้เงินดีก็มีให้เห็น
 
โลกของการทำงาน มันต่างจากมหาวิทยาลัยมากครับ
 
อะไรที่เราไม่เชื่อว่ามันจะเกิดกับเรา มันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และผมก็เจอมาแล้ว
ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ผมตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตก่อนที่จะกลับมาเรียนต่ออีกครั้ง (แต่เป็นการทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย)
ไม่กอดขาแม่ดิ้นๆอยู่กับพื้นจะเรียนต่อให้ได้
 
แม้เราจะเก่งมากมายตอนอยุ่ในรั้วมหาวิทยาลัยแค่ไหน
ข้างนอก ในองค์กร ในบริษัท เขาก็มองเราเป็นแค่เด็กจบใหม่...แค่นั้นเอง
 
มาถึงเรื่องเรียนต่อบ้าง...
ผมแบ่งคนที่อยากจะเรียนต่อออกเป็น 3 ประเภท
 
1. คนที่มีเป้าหมายว่าจะทำงานสายวิชาการ เป็นครูเป็นอาจารย์ คนพวกนี้ถือว่า เขามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว และการเรียนจะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้แน่นอน
 
2. คนที่เรียนต่อเพื่อที่จะพัฒนาตัวเอง อาจจะหมายถึง การได้ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น เงินเดือนที่มากขึ้น หรือ เรียนเพื่อให้ตัวเองมีความรู้ในด้านนั้นๆมากขึ้น
 
3. คนที่ไม่อยากทำงาน ไม่อยากออกมาลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เรียนต่อไปอย่างนั้นเพียงเพราะว่าไม่อยากที่จะทำงาน
 
ผมไม่ยกย่องคนที่มีความคิดแบบที่ 3 เพราะผมคิดว่า การทำงานมันเป็นการทำให้เราได้เจอ "ของจริง" ยิ่งเรียนรู้ชีวิตเร็ว เราจะยิ่งใช้มันเป็นเร็ว เพราะจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตเราจะมีอะไรอีกมากมายนับไม่ถ้วนถาโถมเข้ามา ลองคิดดูแบบง่ายๆก็ได้ พ่อแม่คนที่ส่งเสียเราเรียนมาตั้งแต่เล็กจนโต เขาแก่ลงทุกวันๆ แน่นอนว่าเรามีหน้าที่ต้องดูแลเขาในสักวันอันใกล้
 
การพลาญเงินหมดไปเพื่อไปกับการศึกษา
เพราะความโลเล ความไม่รู้ใจตัวเอง เรียนไปเพราะไม่อยากทำงาน
หวังว่าการศึกษาที่สูงขึ้น จะทำให้เรามีอนาคตที่มั่นคง และสดใสมากขึ้น
ที่เราคิดแบบนั้น... นั่นก็เพราะว่าเรายังไม่โตพอนั่นเอง
 
หลังจากเรียนจบ ทุกคนก็ต้องกลับมาทำงานอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว
อย่าลืมว่า ไม่ใช่แค่พ่อแม่ เราเองก็แก่ลงทุกวัน
 
แล้วเราจะเหลือเวลาได้รู้จัก "ชีวิต" แค่ไหนกัน?
 
นายวงกต
14.06.2015

Comment

Comment:

Tweet