ความฝัน...ประมาณนั้นแหละ

posted on 22 Mar 2015 15:18 by etwas-labyrinth directory Diary, Idea
วันที่ 22.03.2558
 
นายวงกตทำงานที่ใหม่ได้ 3 เดือนแล้วครับ ตอนนี้ผ่านช่วงทดลองงานแล้ว (แบบไม่มีการประเมินใดๆทั้งสิ้น) ก็เลยคิดว่า ที่ทำงานคงจะต่อโปรฯให้แบบเนียนๆ (ฮา) ไม่เป็นไรครับ เราก็ทนสู้กันต่อไป ตามสไตล์มนุษย์เงินเดือน ฮึ๊บๆ
 
การเปลี่ยนงานในคราวนี้ แน่นอนมันเป็นเพราะ "ความฝัน" ล้วนๆเลยครับ
หากแต่มันเป็นความฝันที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลามานับไม่ถ้วน
สุดท้ายก็มาลงตัวที่สิ่งๆนี้ สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ 
 
แต่ผมไม่บอกหรอกนะว่างานอะไร ปล่อยให้ท่านผู้อ่านงง 55+
 
ย้อนกลับไปสมัยเด็กๆ...
สมัยที่เรายังไม่แยกแยะระหว่างความจริงกับสิ่งที่อยู่ในการ์ตูน เรายังชอบใส่หน้ากากอันละยี่สิบบาทแปลงร่างเป็นตัวการ์ตูนตัวนั้นตัวนี้ นายวงกตโคตร(ขออนุญาตใช้คำหยาบคาย)มั่นใจเลยว่า ไม่มีพ่อแม่ที่ไหน(หรือใครก็แล้วแต่)แน่นอน ที่ไม่เคยถามคำถามว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?"
 
เป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายดายมากในสายตาของเราตอนนั้น
 
อาจเป็นเพราะว่าเรายังเยาว์วัย โลกของเด็กน้อยก็แสนแคบ สิ่งที่เด็กง่วนอยู่กับมันทั้งวัน ไม่การ์ตูน หนังสือเรียน ก็พ่อแม่ ซึ่งเปรียบเสมือน "ไอดอล" ของเด็กๆในวัยนั้น
 
บางทีความฝันของเราในวัยเยาว์ ก็ถูก "เสี้ยมสอน" กรอกหูเราทุกวันเหมือนการสะกดจิต
ความฝันที่ไม่ใช่ของเรา ความฝันของพ่อกับแม่
 
เท่าที่ผมจำความได้ เมื่อก่อนตอนอนุบาล ผมมีความฝันว่าผมอยากเป็นนักสืบ
 
ตอนนั้นผมติดการ์ตูนของทางฝั่งตะวันตกที่เกี่ยวกับนักสืบอัจฉริยะที่เป็นเด็ก แต่มีความสามารถมากมายเรื่องหนึ่งอย่างงอมแงม (นายวงกตเองก็จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร) พอเอาความฝันนี้ไปเล่าให้แม่ฟัง แน่นอนว่าก็ต้องถูกต่อต้านเป็นธรรมดาตามประสาผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากมาย ประกอบกับตอนนั้น ผมเป็นเด็กที่หัวค่อนข้างดีด้วย แม่เลยบอกว่า "ทำไมไม่อยากเป็นหมอล่ะลูก"
 
นั่นไง... อาชีพที่ไม่ว่าครอบครัวชนชั้นกลางไหนๆก็อยากให้ลูกได้เป็น
 
ตอนเด็กๆ ผมเฝ้าฟังแม่โพทะนาอ้างสรรพคุณของการเป็นหมออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จากความฝันของแม่ ความฝันของคนในครอบครัว ก็กลายเป็นความฝันของผมไปโดยปริยาย ผมจึงตั้งใจเรียนตั้งแต่เด็กๆ จบประถมด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 โดยมั่นใจว่าตัวเองนั่น ช่างแน่เหลือเกิน
 
ทั้งๆที่ผมชอบเรียนภาษาไทยกับภาษาอังกฤษมากที่สุด
 
พอขึ้นมัธยมต้น เกรดก็เริ่มดรอปลงมานิดหน่อย แต่ก็ไม่ต่ำกว่า 3.90 พอถึงเวลาที่ต้องเลือกสายการเรียน ผมก็เลือกเรียนสายวิทย์อย่างไม่ต้องสงสัย โดยหารู้ไม่ว่า การเรียนสายวิทย์ของผม นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตผมอย่างเลี่ยงไม่ได้
 
นายวงกตสอบตกวิชาฟิสิกส์ตั้งแต่เทอมแรกที่เรียน ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยสอบตกมาก่อน
 
ตอนนั้น ทำให้เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ทางนี้เริ่มไม่เหมาะกับเราจริงๆ 
ด้วยอายุๆอานามที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น เราเริ่มเห็นโลกมากขึ้น เราเริ่มรู้แล้วว่า อะไรที่มันตอบโจทย์ชีวิตเรามากมากที่สุด
สุดท้าย ผมก็ทนเรียนสายวิทย์ไปงั้นๆ และบอกกับแม่ว่าผมจะไม่ไปสอบ กสพท.
 
และเริ่มเบนเข็มไปหาสิ่งที่ผมชอบมากกว่า นั่นก็คือ "ภาษา" 
ความฝันของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปจากหมอ ไปเป็นอย่างอื่นแทน
 
จนตอนนี้ ผมจบจากคณะอักษรศาสตร์ พร้อมด้วยเกียรตินิยมมาเชยชม แต่ก็ยังคงมีเสียงก่นด่าน้อยใจจากแม่บ้าง
ขัดใจผู้ปกครองบ่อยๆ นายวงกตจะบาปไหมเนี่ย แฮะๆ
 
จบเส้นทางชีวิตของผมโดยสังเขปแล้ว.
 
 
ผมตั้งข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ว่าความฝันที่ว่ามันยิ่งใหญ่สำหรับเราในวัยเยาว์นั้น จะมีสักกี่คนที่ทำมันสำเร็จได้
ถ้าไม่นับไอ้ความฝันประเภทที่ว่า อยากเป็นยอดมนุษย์ อยากปราบเหล่าร้ายให้หมดไปจากโลกนี้แล้วหละก็
 
เพื่อนสนิทของนายวงกตสมัยประถมคนนึง ผมเคยบอกผมว่า มันอยากเป็นทนายครับ
 
ห่างหายกันไปนานเกือบจะ 10 ปี มาเจอกันโดยบังเอิญในเฟสบุ๊ค เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมได้เจอเพื่อนสมัยประถมคนอื่นๆที่ห่างหน้าหายตาไปนานอีกครั้ง
ในวัยขนาดนี้ แน่นอนว่ามันก็เรียนจบรับปริญญาแล้วเป็นที่เรียบร้อย
หากแต่ปริญญาที่มันเข้ารับพระราชทาน มันไม่ใช่นิติศาสตร์บัณฑิตเนี่ยสิ..
 
เพื่อนผมอดีตว่าที่ทนายฝีปากกล้าคนนี้ ปัจจุบันมันกลายเป็นช่างกล้องถ่ายภายแฟชั่นไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย
ดูขัดกับบุคลิคมันโดยสิ้นเชิง (ผมหมายถึง ในตอนเป็นเด็กนะครับ)
 
ส่วนเพื่อนอีกคน มันชอบลอกการบ้าน ชอบแกล้งผมบ่อยๆ มันบอกผมว่า มันอยากเป็นวิศวกร
ปัจจุบันมันเป็นนศ.แพทย์อยู่พระมงกฎ ทำเอาผมอึ้งไปเลย
 
บนสนทนาในไลน์กรุ๊ป ทำให้ผมได้กลับมาทบทวนความฝันที่ผมเคยบอกพวกมันอีกครั้ง
ใช่ ตอนนั้นผมอยากเป็นหมอ แล้วไอ้เพื่อนตัวดีบางคน มันก็ยังคงเข้าใจว่า ผมเรียนหมออยู่
แต่พอผมบอกว่า "เฮ้ย กูจบอักษรฯว่ะ มึงเข้าใจผิดแล้ว 555"
สนทนาในกรุ๊ปก็เงียบไปราวๆหลายวินาที อาจจะด้วยเพราะความอึ้งหรืออย่างไร
แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจหรอก ก็ไม่ใช่ทางนี่หว่า ไม่ได้เป็นหมอก็หาเงินได้นะเหวย!!!
 
เรื่องนั้นเป็นเรื่องของค่านิยม นายวงกตจะไม่ยุ่ง...
 
มันทำให้ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ความฝันมันแปรผันตรงกับระยะเวลา
หลายๆความฝันในวัยเด็ก มันเป็นจริงได้แค่ในจินตนาการ เช่นความฝันพวกที่อยากช่วยกอบกู้โลกจากเหล่าร้าย
ความฝันบางอย่าง ไม่ได้เกิดความเข้าต้องการข้างในจริงๆ แต่เกิดจากความฝันของคนอื่นๆ เช่นผม
ความฝันที่ไม่อาจจะเอื้อมถึง เช่น อยากเป็นหมอ สอบหมอไม่ติด ก็ไปเรียนช่างทำผมแทน (หลอกๆ)
 
เวลาเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่า ความฝันของเราจัดอยู่ในประเภทไหน
 
แต่ก็คงมีบ้าง ที่วัยเยาว์ฝันแบบไหน ตอนนั้นก็ยังฝันแบบนั้น นั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบางให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยก็ไม่ได้ผิดกติกาอย่างใด
เพราะความฝัน คือ ความฝัน 
ความฝันที่เป็นเรื่องจริง ก็ไม่อาจเป็นจริงได้ทั้งหมด มันเป็นสิ่งที่เราทุกคนรู้ และควรรู้
 
เมื่อเวลาผ่านไป ความฝันถูกสายของกาลเวลาทำให้บิดเบี้ยว และกัดกร่อนไปบ้าง
ฝันที่เคยใหญ่ อยากทำเพื่อผู้คนจำนวนมากมาย ปัจุบันอาจเหลือเล็กลงแค่กรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆพอดีตัว
กลายเป็นความฝันแบบพอเพียง ไม่ยิ่งใหญ่ แต่สวยงามสำหรับใครคนหนึ่ง
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรอ?
 
ถ้าถามว่าปัจจุบันความฝันของผมคืออะไร 
ผมก็จะตอบว่า "ฝันว่าจะไม่ฝันอะไรไปไกลเกินกว่าที่เป็น"
คือ ใช้ชีวิตยังไงก็ได้ให้มีความสุข และไม่เบียดเบียนคนที่รัก แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับผม
อาจจะมีพ่วงความฝันโลกสวยๆของผมนิดหน่อยที่อยากมีห้องสมุดเล็กเป็นของตัวเอง
ไม่ผิดกติกาใช่ไหม ก็ในเมื่อมันเป็นความฝัน
 
นี่ผมย่อให้เล็กลงที่สุดแล้วนะ :)
 
 
ปลายทางของความฝัน ใครจะสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น?
หยิบรองเท้า แล้วสะพายกระเป๋าออกไปเถอะ โลกข้างนอกมันช่างกว้างใหญ่
ระหว่างทางที่เราเดินเพื่อทำตามความฝัน
เหล่านักเดินทางเหล่านั้นต้องเฝ้าตามตัวเองตลอดเวลาว่า มันใช่หรือไม่ใช่
มีบางทีที่พวกเขาอาจจะเดินหลงทาง เจอทางลัดใหม่ๆ
หรือออกนอกเส้นทางไป ไปเจอจุดหมายที่ใหม่และใช่กว่า
และนั่นมันคือความท้าทายของความฝัน สิ่งที่ทำให้เราเกิดศรัทธาในการดำเนินชีวิตต่อไป
 
เพราะความฝัน คือ ความฝัน
ความฝันที่มีความจริงในชีวิตเป็นจุดหมาย
 
หาตัวเองให้เจอนะครับ
นายวงกต
22.03.2558
 

Comment

Comment:

Tweet

ติ๊กเกอร์ไลน์กวนตีนๆจร้า (n_n)
คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083371/en

#1 By (125.24.146.196|125.24.146.196) on 2015-04-16 16:19