ลูกโป่งสวรรค์

posted on 08 Aug 2014 22:30 by etwas-labyrinth directory Diary, Idea
31 ก.ค. 2557
 
วันรับปริญญาของผมเอง :)
 
 
ท่ามกลางเสียงผู้คนอื้ออึงในงานรับปริญญา นายวงกตในชุดครุยแบบตะวันตกที่ตัดเย็บเป็นพิเศษสำหรับมหาวิทยาลัยชื่อดังทางด้านศิลปะกำลังหอบข้าวของมากมายที่ได้รับจากญาติสนิทมิตรสหายมากมายเดินไปเดินมาผ่าฝูงชนและวงบูมของน้องๆที่หวังจะเอาเงินบำรุงภาควิชาของตนเอง ทั้งตุ๊กตาเอย หนังสือเอย ป้ายสรรเสริญเยินยอ ปนด่าให้รู้สึกเจ็บๆคันๆนิดๆ หรือจะอีกพวงดอกไม้ และมงกุฎดอกไม้ (ซื้อให้ผมเพื่อ??)อยู่เต็มสองมือของผม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันไม่เห็นจำเป็นจะต้องซื้อมาให้ผมเลยรวมอยู่ด้วย อาจจะเป็นเพราะว่า ผมไม่เห็นว่ามันจะสามารถนำเอาไปทำอะไรต่อได้ มีแต่รอวันที่มันซูบเหี่ยวลง หรือไม่ก็ปล่อยมันลอยขึ้นฟ้าไปให้ไกลสุดฟ้าตามชื่อของมัน
 
ครับ 'ลูกโป่งสวรรค์'
 
 
เราเรียนมาตั้งแต่ตอนอยู่ม.ต้นแล้วว่า ลูกโป่งสวรรค์ก็คือยางที่อัดแก๊สเฉื่อยเข้าไป (He หรือเปล่า ผมจำไม่ได้) ลูกโป่งจึงลอยได้ เพราะว่าเบากว่าอากาศ (วอนผู้ที่เรียนสายวิทย์มาให้ความกระจ่างทีครับ) ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งรู้สึกว่า ไอ้ของพรรค์อย่างเนี้ยมันหลอกเด็กสิ้นดี ทำก็ง๊ายง่าย ขายทีนี่แสนแพง มีแต่เอาไว้หลอกเด็กตัวเล็กๆเท่านั้นแหละ
 
ไม่ว่ามันจะสื่อถึงอะไรในวันจบการศึกษา ราคาก็แพง แถมยังเอาไปทำอะไรไม่ได้อีก
ยิ่งคิดก็ยังสบสัน จนกระทั่งมือหยาบกร้านของผมได้สัมผัสกับเชือกบางที่รั้งเจ้าลูกโป่งสวรรค์นั้นไว้
มันทำให้ผมนึกถึงวันที่เรายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ วันที่เรายังวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่หน้าบ้านกับเพื่อนๆขึ้นมาเสียแบบนั้น
 
ผมอาจจะใช้ "ความเป็นผู้ใหญ่" ด่วนตัดสินเจ้าของขวัญชิ้นนี้ไวไปนิด
 
นายวงกตอยากให้ทุกคนลองมองย้อยกลับไป เมื่อสมัยครั้งเรายังเป็นเด็ก...
เราคงเคยมีภาพบรรยากาศงานวันเด็กหรืองานวัดให้ได้นึกถึงกัน แต่น่าเสียดายที่นายวงกตไม่เคยไปงานวันเด็กเลยสักครั้งเพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลา แต่งานวัดนี่ไปบ่อยจนเบื่อเลยหละ ทุกครั้งที่ไป พอเห็นคุณลุงท่าทางใจดีที่ยืนถือลูกโป่งสวรรค์หลากสีอยู่เหนือหัว นายวงกตก็ไม่รอช้า ลากคุณแม่วิ่งปรี่เข้าไปหาอยู่ทุกครั้ง ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้นลูกโป่งสวรรค์น่าจะลูกละยี่สิบบาท (ซึ่งสำหรับแม่ผมถือว่าแพงใช้ได้เลยหละ -*-) ภาพที่เด็กตัวเล็กๆยืนห้อมล้อมคนขายลูกโป่ง พลางยื่นนิ้วเล็กๆส่ายไปมาเพื่อเลือกสีลูกโป่งที่อยู่เหนือหัวคงเป็นภาพที่หลายๆคนเห็นจนชินตาจนถึงทุกวันนี้ พอผมเลือกเสร็จ แม่ก็จัดการผูกเจ้าลูกโป่งสวรรค์ตัวการให้แม่เสียเงินไว้ที่ข้อมือ พร้อมกำชับว่า "อยากให้หลุดมือนะ!"
 
ฟังดูก็รู้ว่าขู่ แน่หละเพราะว่ามันแพง แม่คงไม่ยอมซื้อให้ผมอีกเป็นครั้งที่สองแน่ๆ ผมจึงยอมให้แม่ผูกลูกโป่งแต่โดยดี เล่นได้สักพักก็เบื่อ อยากจะลองเปลี่ยนมาถือเองจริงๆจังๆดูบ้าง ผมเลยฝืนบัญชาแม่ แก้เชือกออก และเอาออกมาถือเอง สุดท้ายก็หลุดมือครับ จะกระโดดคว้าไว้ก็ไม่ทัน เจ้าลูกโป่งมันลอยกลับสวรรค์ไปแล้ว....
 
นั่นคงเป็นความรู้สึกที่ 'ปล่อยให้อะไรหลุดมือไป' เป็นครั้งแรก
ผมเชื่อว่าหลายคนรู้สึกเหมือนผมคือ 'ใจหาย'
เพราะเรารู้ดีว่า ถ้ามันหลุดมือไปแล้ว มันไม่มีทางลอยกลับมาหาเราอีกแน่นอน
มันจึงเป็น 'การลาจาก' อย่างง่ายๆ ที่เด็กประถมคนหนึ่งพึ่งจะรู้
ลูกโป่งสวรรค์ลูกนั้น สอนผมแบบนั้น
 
แม้จะมีร้องกระจองอแงอยู่บ้าง แต่พอเจอของเล่นชิ้นใหม่ นายวงกตก็กลับมาเป็นเด็กร่าเริงอีกครั้ง
เป็นเด็กคิดมากอยู่แค่ไม่กี่อย่างหรอกครับ
 
ยิ่งโต ยิ่งรู้อะไรมากขึ้น ยิ่งรู้ว่าแก๊สฮีเลี่ยมมันอันตราย พอเจอลูกโป่งสวรรค์ที่ไหนต้องรีบถอยห่างให้ไวเพราะกลัวระเบิด ตอนม.6 ผมเคยซื้อลูกโป่งสวรรค์มาถือเล่นในงานวันลอยกระทงแถวๆโรงเรียนก็โดนเพื่อนหาว่าบ้า แต่ผมชอบเวลาที่ลูกโป่งสวรรค์อยู่ในมืออย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะว่าเรารู้สึกถึงการเป็นผู้ครอบครองบางสิ่งแต่เพียงชอบธรรม ในขณะที่เจ้าลูกโป่งคิดจะหนีจากเราไป ถ้าเราไม่โง่ปล่อยมือไปเสียเปล่าๆ อย่างไรลูกโป่งก็ไม่ไปไหนแน่ๆ
 
แต่คิดแบบนั้น จะได้จริงๆหรือ
 
ลูกโป่งสวรรค์ ยังไงก็ต้องกลับสวรรค์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
 
 
หลังงานรับปริญญา ผมเอาลูกโป่งสวรรค์รูปตัว R ที่น้องๆที่ผมเคยสอนในโรงเรียนมอบให้เป็นของขวัญวันรับปริญญากลับมาด้วย เพื่อนบางคนก็บอกให้ผมทิ้งๆไปเถอะ ใหญ่ก็ใหญ่ แถมบังกระจกหลังของรถผมอีกต่างหาก แต่ผมก็ยังทู่ซี้จะเอากลับมาให้ได้ พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ปล่อยให้มันลอยเคว้งอยู่ในห้องนอนของผมด้วยความรู้สึกอิ่มใจ เพราะนี่ก็ถือเป็นสิ่งที่น้องๆเขาตั้งใจจะให้ผมเหมือนกัน 
 
แต่นานวันเข้า ลูกโป่งลูกใหญ่ก็ค่อยๆแฟ่บลงทีละนิด จนถึงตอนที่นายวงกตเขียนบทความนี้อยู่ ตรงปลายของตัวอักษร R แทบไม่เหลือลมแล้ว ลมว่าในอีกไม่ช้ามันคงตกลงมาบนพื้นห้องแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว
 
และแก๊สฮีเลี่ยมก็คงหาทางออกจากห้องผม ไปสู่ชั้นบรรยากาศโลกในไม่ช้า
 
มันทำให้ผมกลับมาคิดว่า ทุกสิ่งมีที่ๆมันควรอยู่ และมีที่ๆมันควรจะไป
 
ลูกโป่งสวรรค์ ธรรมชาติของมันคือต้องลอยขึ้นฟ้าไป
เราหรือเปล่า ที่รั้งมันไว้ ไม่ให้มันได้อยู่ในที่ๆมันควรอยู่
เราสนุกสนาน เราหัวเราะ เราสุขใจที่ได้ถือมัน
ในขณะที่มันพยายามจะลอยหนีออกจากเรา
ยิ่งเรากักขัง ยิ่งรั้ง ไม่ให้มันไปมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งเร่งเวลาให้มันห่อตัวลง สลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของกาศ และลอยหนีเราขึ้นไปเท่านั้น
ทิ้งไว้แต่ซากของยางเหี่ยวๆ ที่ก่อนหน้า เคยทำหน้าที่ให้ความสุขแก่เรา
 
เด็กที่ไม่รู้จักโต.
 
ปล่อยมือเถอะครับ
ความสุขไม่ได้อยู่กับเรานานขนาดที่จะให้เราได้ชื่นชม
ความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป
มันก็เหมือนลูกโป่งสวรรค์
 
มันมีที่ๆควรอยู่ และที่ๆควรไป :)
 
 
ลูกโป่งสวรรค์สำหรับผม มันคือตัวแทนของความสุข และความสูญเสียในคราวเดียวกัน
แทบจะไม่มีเด็กคนไหนที่ไม่ชอบลูกโป่งสวรรค์ การได้ลองสัมผัส ทำให้เรารับรู้ได้ถึงการเป็นเจ้าของ
การได้ถือมัน และบังคับมันไปมาตามใจนึก นั่นคงทำให้เด็กคนนึงรู้สึกเห็นแก่ตัวได้มากพอ
ที่จะรู้สึกเดียดาย เมื่อรับรู้ความจริงว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยมือ
ลูกโป่งจะไม่ลอยกลับมาหาเราอีกครั้ง.
 
บางครั้ง ผมเองก็เผลอเอาเรื่องแบบนี้ มาใช้กับความสัมพันธ์เหมือนกัน.
 
ผมก็ยังเก็บลูกโป่งสวรรค์นั้นไว้กับผม
โดยที่หวังว่ามันจะทำให้ผมมีความสุขแค่คนเดียว
ผมอาจจะเป็นแก่ตัวเกินไป
และเป็นเด็กไม่รู้จักโต
 
บางทีลูกโป่งงานรับปริญญา ก็ให้อะไรผมมากกว่าที่คิด ;)
 
นายวงกต
08/Aug/14
 

edit @ 9 Aug 2014 14:59:19 by Labyrinth_wall

Comment

Comment:

Tweet

"ปล่อยมือเถอะครับ
ความสุขไม่ได้อยู่กับเรานานขนาดที่จะให้เราได้ชื่นชม
ความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป"  ชอบๆประโยคนี้ จริงที่สุดค่ะ big smile

#2 By - on 2014-08-31 15:07

big smile big smile

#1 By บ้านชาวนา on 2014-08-09 11:46