หนังเรื่อง "พี่ชาย...My bromance" เคยเป็นปรากฎการณ์ของชาวสีม่วง (และสาววาย) อยู่ช่วงหนึ่ง และเข้าฉายอยู่เพียงแค่ไม่กี่โรงในประเทศไทย ล่าสุด นายวงกตได้มีโอกาสสั่งซืั้อซีดีกับทางค่ายที่ผลิตหนังเรื่องนี้มาดู ผมเลยถือโอกาสขอเขียนบทวิจารณ์ส่วนตัวของผมลงไปหน่อยแล้วกันนะครับ
 
บทความนี้มีสปอยล์นะครับ ถ้ายังไม่ดูหนัง อาจจะเจ็บปวดหัวใจได้ 555+
 
 
มิตรภาพระหว่าง ผู้ชาย กับ ผู้ชาย กำลังเปลี่ยนไป!?
นางวงกตรอเริ่มต้นด้วยเรื่องโจ๊กก่อน ถ้าหากเรามองย้อนไปในสมัยก่อน การที่ผู้ชายแมนๆ เตะบอลกัน (ฮา) ถอดเสื้อ เดินกอดคอกันอย่างไม่เคอะเขิน เป็นภาพปกติที่ชินตา และผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรในความสัมพันธ์ นอกจากคำว่า "เพื่อน" เท่านั้น การเดินกอดคอกันของผู้ชายกับผู้ชายไปไหนมาในในห้างก็ดูจะเป็นเรื่องปกติ ก็เพราะเขาเป็นเพื่อนกันไง แต่ระยะหลังๆมานี้ ผู้ชายกระทำการดังกล่าวมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเกย์อยู่บ่อยครั้ง อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม ราวกับว่า การมีอยู่ของภาพยนตร์วายหลายๆเรื่องจะทำให้ค่านิยมของการเป็นผู้ชายและเพศที่สามเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยกอคอ กอดเอวกันอย่างสนิทใจ หากบังเอิ๊ญมีใครทำอะไรแบบนั้น เพื่อนผู้ชายอีกคนก็มักจะต้องโหวกเหวกถามขึ้นมาก่อนเสมอว่า "มึงเป็นเกย์รึเปล่าเนี่ย!?" (อาจจะมีคำหยาบต่อท้ายได้ แล้วแต่กรณี)
 
ตอนแรกที่ผมดูชื่อหนัง (สาบานก่อนว่า ผมไม่เคยอ่านเวอร์ชั่นนิยายมาก่อนเลย) ผมพยายามจะคิดแบบน่ารักๆว่า ก็เป็นเรื่องระหว่างพี่ชายกับน้องชายที่รักกันมากไง ความรักระหว่างพี่น้องออกจะแสนธรรมดา เหมือนที่นายวงกตรักน้องชายของตัวเอง (และโดนมันฟันศอกทุกวัน -*-) แต่สุดท้ายแล้ว ประเด็นของหนัง ผมจับได้อยู่ 3- 4 ประเด็น
 
1. แน่นอน ความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย เรื่องนี้แสดงออกมาอย่างสุดโต่งกว่าเรื่องอื่นๆที่ผมเคยดู (ที่จริงคือผมดูหนังเกย์น้อย เพราะมักจะเสนอฉากล่อแหลมเสียส่วนใหญ่ ดูแล้วก็หงุดหงิด)
2. ปัญหาครอบครัว ที่อาจจะมีส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ตัวละครเอก (กอล์ฟเสียแม่ไป พอ่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ส่วนแบงค์ก็อยู่กับแม่มาตลอด ฯลฯ)
3. ปัญหาความหลากหลายทางเพศในสังคม
4. ความถูกต้อง ความชอบธรรมของความรัก (เช่น เป็นพี่น้องกัน รักกันไม่ได้ บลาๆ)
 
ความสัมพันธ์ในหนังเรื่องนี้ ผมว่าออกจะสับซ้อนพอดูเลยหละ เรื่องที่พี่กับน้องรักกันไม่ได้ ก็พอจะมีพลอตแบบนี้ให้เห็นอยู่ (จำเรื่อง "ฟ้าสวย เลนส์ใส" ของช่อง 7 ที่น้ำ กับ ขวัญ เล่นคู่กันได้ไหมล่ะครับ) แต่นี่เป็นผู้ชายกับผู้ชาย มาจากคนละครอบครัวกัน พ่อแม่ไม่ต้องจดทะเบียนหย่ากันเขาก็สามารถคบกันได้ เหมือนจะดี 2 in 1 ได้ทั้งพี่น้อง ได้ทั้งแฟน แต่เรื่องที่ว่ามันจะถูกศีลธรรมไหม อันนี้นายวงกตไม่ขอตอบ เพราะผมไม่มีหัวทางด้านนี้ (ฮา)
 
 
สปอยล์พอให้เข้าใจเรื่องราว
เนื่องจากพ่อของกอล์ฟมีแฟนใหม่ ซึ่งแฟนใหม่ของพ่อก็มีลูกติดมาหนึ่งคนซึ่งก็คือแบงค์ แบลงค์ชอบกอล์ฟตั้งแต่แรกเห็น (ผมอนุมานว่าอย่างนั้น จากการชวนคนที่เพิ่้งรู้จักไปเดินเล่นครั้งแรก ซึ่งเป็นผม ผมไม่กล้าทำ 55+) แต่กอล์ฟเกลียดขี้หน้าแบลงค์ตั้งแต่เห็นครั้งแรก เพราะเชื่อว่าครอบครัวของแบงค์จะมาขโมยความรักของพ่อไป แบงค์พยายามที่จำทำความรุ้จักกับกอล์ฟ และพยายามที่จะเข้าใกล้กอล์ฟให้มาก ทั้งๆที่แบงค์อายุน้อยกว่ากอล์ฟแค่ 4 เดือน แถมยังเรียนอยู่ห้องเดียวกันด้วย แบงค์ก็ยังเต็มใจจะเรียกกอล์ฟว่าพี่ (ให้ตายสิโรบิ้น น้องของผมห่างกับผม 7 ปี ยังเรียกผมว่า มึงๆกูๆเลย 55+) สุดท้ายแล้ว กอล์ฟก็แพ้ความดีของแบลงค์ และทั้งคู่ก็แอบมีความรักให้กัน โดยมีหน้ากากคือคำว่า "พี่น้อง" บังหน้า เมื่อความรักมันเลยเถิด ทั้งคู่จึงตัดสินใจคบกันเป็นแฟน เมื่อที่บ้านของทั้งคู่รู้เรื่อง ก็พยายามกีดกันทุกวิถีทาง ตามฉบับของครอบครัวปัจจุบันที่ส่วนใหญ่รับไม่ได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ พ่อจึงส่งกอล์ฟไปเรียนอเมริกาโดยที่หาคู่มั่นที่เป็นผู้หญิงแท้ๆให้หนึ่งคน แบงค์ซึ่งไม่เข้าใจก็ประชดด้วยการไปคบกับพี่ต้อม ซึ่งเป็นนักร้องที่เจอกันที่รร. ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มแย่ลง จนเมื่อทั้งคู่พยายามจะปรับความเข้าใจ แต่ก็กลับถูกรถชนเสียแบบนั้น กอล์ฟอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่แบงค์กำลังจะตายเพราะไตทำงานไม่ดี กอล์ฟจึงเสียสละไตให้แบงค์เพื่อยื้อชีวิตคนที่ตัวเองเรียกว่า "น้องชาย" ไว้ ทั้งนั้น กอล์ฟรู้ตัวเองว่า ตัวเองเป็นมะเร็งในสมอง ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี จึงไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือ สุดท้าย แบงค์รอดโดยที่ไม่รู้ว่าพี่ชายของเขาเป็นคนเสียสละไตให้ เวลาผ่านไปหนึ่งปีเขาถึงได้รู้ว่า พี่ชายของเขาไม่ได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาอย่างที่เข้าใจ ทำให้แบงค์เสียใจมาก แต่สุดท้ายก็ทำใจยอมรับได้
 
 
รักร่วมเพศในหนัง...
เป็นหนังที่สะอาดมากในสายตาผม (แต่ก็ไม่สะอาดเท่ารักแห่งสยามซึ่งเป็นหนังเกย์เรื่องแรก และเรื่องเดียวที่ประทับใจผมอยู่จนถึงทุกวันนี้) แม้จะมีฉากโหดๆโดนขืนใจบ้าง แต่ก็ทำได้ไม่น่าเกลียด มีฉากตลกวาบหวามพองาม การแสดงความรักกับระหว่างพี่น้องคู่นี้ แม้จะดูขัดๆ เนื่องจากน้องๆนักแสดงอาจจะเป็นผู้ชายจริงๆ ไม่ได้ชอบเพศเดียวกัน แต่ก็พอให้สาววายได้ฟินกันยกโขยง ทั้งฉากหอมแก้ม นอนกอด จูบหน้าผาก ฯลฯ แหม่... ประโคมใส่กันให้สาววายอดรินาลีนพลุ้งพล่าน แต่ก็ได้บรรยากาศน่ารักๆ ไม่ได้คาวโลกีย์อย่างที่คนส่วนใหญ่มองเพศที่สามกันอย่างปัจจุบันนี้
 
ตัวหนังพยายามที่จะเสนอแง่มุมที่ดูสะอาดของชายรักชาย ที่ไม่ได้มีแต่การมั่วเซกกันอย่างเดียว คำโปรยก็บอกแล้วว่า "รักบริสุทธิ์ มิอาจเห็นได้ด้วยตา" ซึ่งความรักในที่นี้ อาจรวมหมายถึงรักในคู่ชายหญิงปกติ ความรักในครอบครัว และความรักระหว่างเพื่อนด้วย แต่ก็ไม่เด่นเท่าความรักของกอล์ฟกับแบงค์ซึ่งบดบังรัศมีของความรักอย่างอื่นในหนังจนหมด
 
จากการดูหนังเรื่องนี้ นายวงกตรู้สึกอยู่อย่างหนึ่ง คือ ราวกับว่าในหนังพยายามจะสร้าง "สังคมสมมติ" ขึ้นมา กล่าวคือ เป็นสังคมที่การที่ผู้ชายคบกันเปิดเผยเป็นเรื่องถูกต้อง การที่ผู้ชายหอมแก้มกันในที่สาธารณะ การประกาศออกไปเลยว่า กูชอบผู้ชาย! หรือการไปตามคอยรับคอยส่ง การที่ผู้ชายต่อยกันเพื่อแย่งผู้ชายอันเป็นที่รัก ซึ่งผมกล้าพูดว่า เรื่องแบบนี้ น่าจะเกิดในสังคมไทยได้น้อยมาก แม้ว่าประเทศเราจะเปิดมากแค่ไหนก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้เปิดเผยอย่างเต็มที่เหมือนในหนัง อาจจะด้วยเพราะสังคมปัจจุบัน "ให้โอกาสแต่เสือกปิดกั้นการแสดงออก" (ฟังดูขัดและหยาบคาย แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ) คือรักกันได้ แต่กรุณาทำในที่ลับตาหน่อย ฉันรับไม่ได้ ผมเลยรู้สึกขัดๆ (เพราะว่าสังคมที่ผมอยู่ก็หล่อหลอมให้ผมเป็นแบบนั้นอยุ๋บ้าง) แต่เข้าใจเจตนาของคนทำหนังเรื่องนี้อย่างดี ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าเป็นการเรียกร้องให้หันมาเปิดโอกาสในการแสดงออกทางความรักของเพศที่สามให้มากขึ้น ตัวหนังเลยต้องแสดงออกมาอย่างสุดโต่งดังที่เห็นในเรื่อง
 
ส่วนบทของกะเทย (ไม่รู้ว่าเขียนถูกไหม) ก็ถูกนำเอามาเป็น "ตัวตลก" อีก ดังเช่นหนังหลายๆเรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าไม่ได้เด่นมากจนทำให้อารมณ์หนังเสีย ไม่ได้วี๊ดว๊ายกระตู้วู้ แต่ผมเข้าใจว่้า ถ้าจะทำหนังแนวๆนี้แล้ว ควรจะต้องเสนอแง่มุมนี้ให้หมด เราจึงจะเจอคนที่เล่นเป็นกะเทยอยู่ประปรายในหนัง
 
 
ความไม่เป็นธรรมชาติของหนัง
อย่างทีคุณณิชชี่ (ผู้กำกับ) เคยให้สัมภาษณ์ เขาบอกว่า เขาอยากจะทำหนังสนองความต้องการของตัวเอง หนังที่ออกมาเลยดูไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่ ความสำคัญของหนังหลายๆตอนหายไป ไม่มีความต่อเนื่อง ปะติดปะต่อเรื่องราวยาก ทำเนินเรื่องช้าเฉพาะตอนฉากที่เน้นความสัมพันธ์ ส่วนอื่นๆที่เร็วจนแทบจับประเด็นไม่ทัน นักแสดงก็ยังเด็กและด้อยประสบการณ์อยู่เล็กน้อย น้องกอล์ฟ (พระเอก) แม้จะหล่อ(แบบเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป)จริง แต่พูดไม่ค่อยชัด เล่นแข็งในหลายๆจุด ส่วนตัวผมคิดว่า อาจจะเป็นเพราะน้องไม่คุ้นกับการที่ต้องมาเล่นบทชายรักชายด้วยหละมั้ง ทำให้มันดูเก้ๆกังๆ ในขณะที่น้องแบงค์ (นายเอก) ก็ดูพูดเนิบๆ ช้าๆ เหมือนท่องๆมาจริงๆ อารมณ์แบบกลัวลืมบท ซีนอารมณ์ก็เล่นไม่ค่อยถึง
 
ผมรุ้สึกเสียดายที่ผมไม่ร้องไห้เลยสักแอ่ะ แต่มีฉากที่พอให้รู้สึกเจ็บปวดบ้างคือฉากที่แบงค์รู้ความจริงว่ากอล์ฟตายไปแล้ว แต่มันก็ส่งอารมณ์ของผมไปไม่สุด
 
ตัวหนังเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละครเอกมากเกินไป บางทีซีนของครอบครัว ผมแอบรู้สึกเซ็งเพราะว่าปูเรื่องมาไม่ค่อยดี พอถึงฉากที่ต้องฟาดฟันกับครอบครัวเลยดูไม่ได้อารมณ์เท่าไหร่ ผมยังรุ้สึกเซ็งครอบครัวด้วยว่า ทำไมแม่งไม่มีเหตุผลเลยว่ะ อะไรทำนองนั้น
 
อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัดคือ ตัวหนังมีเจตนาที่จะใส่ "คำคม" ลงไปชัดเจนมากเกินไป เช่น ก่อนที่แบงค์จะไปอเมริกา มีการสร้างฉากที่แบงค์ต้องไปลาเพื่อนในห้องเรียน และบอกรักน้องชายตัวเองต่อหน้าเพื่อนๆและครอบครัว ฉากนี้แม้จะดูซึ้ง แต่ผมว่า การหายไปเลยน่าจะดูมีปมให้แบงค์ต้องแก้มากกว่ารึเปล่า หนังจะได้น่าติดตาม (อันนี้คหสต.) มันดูสุดโต่งเกินไป แม้คำคมมันจะกระชากใจสาววายแค่ไหนก็ตาม
 
 
"พี่ไม่เคยเสียใจเลย ที่พี่รักผู้ชายด้วยกัน
แต่ที่พี่เสียใจ คือการที่เราสองคนมีเวลารักกันน้อยเกินไป"
 
หลังจากดูฉากนี้จบปุ๊บ ผมคิดว่า แม่ง กอล์ฟต้องไปนานมาก หรือไม่ก้ไม่กลับมาอีกเลยแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ ภายในหกเดือนกอล์ฟกลับมา ผมไม่ได้ความรู้สึกของการลาจากเลย TT
 
อีกฉากนึงก็คือ ฉากที่แบงค์โกรธแม่ ที่แม่พยายามจะแนะนำผู้ชายคนอื่นให้แบงค์รู้จักแทนกอล์ฟ ในแง่นึงคือเข้าใจว่าแม่ก็รักลูก แต่ผมว่ามันดูขัดกับการที่แม่เลือกคู่เกย์ให้ลูกซึ่งเป็นเกย์ (อย่างที่บอกไปข้างต้น มันคือสังคมสมมติ) และในตัวหนัง แบงค์ก็ตะโกนตอกหน้าแม่กลับไปว่า
 
 
"แม่!! ถึงแบงค์จะเป็นเกย์อ่ะ แต่แบงค์ก็ไม่ได้รักใคร เอาใครง่ายๆนะแม่"
 
Quote นี้ ผมว่ามันดูหนักเกินไปกว่าที่เด็กม.5 จะคิดได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสะท้อนภาพของเกย์ได้ดีในระดับหนึ่ง (คนส่วนใหญ่คิดว่าเกย์รักง่าย หน่ายเร็ว) เป็นเจตนาดีของหนังที่ผมชอบมาก และผู้ชมก็จะเจอคำคมแบบนี้ซ่อนอยู่ในหนังเต็มไปหมด ถ้าเรามองในแง่ของความพยายามของผู้กำกับที่จะเสนอแง่คิดของชาวชายรักชายออกมา ผมให้เต็ม 10 เลยเอ้า ! (แม่ว่าจะดูเหมือน "พยายามยัดเข้าไป" ก็ตาม)
 
ความไม่สมจริงของหนังอีกอย่างคือ "ความบังเอิญ" ครับ
 
บังเอิญเหลือเกินว่า พอทั้งสองคนถูกรถชนปุ๊บ ทำไมต้องเป็นไตด้วยที่รับความเสียหายหนัก และอาจถึงชีวิตได้ ผมไม่ใช่หมอ และไม่เคยมีแฟนเป็นหมอผมก็ตอบไม่ได้ แต่ผมแค่คิดเล่นๆว่า ไต น่าจะเป็นอวัยวะส่วนที่เรามักจะได้ยินว่าต้องผ่าตัดอยู่บ่อยๆ (ถ้าไม่นักรวมไส้ติ่ง) ผู้กำกับก็เลยเอาไตแล้วกันวะ เรื่องบังเอิญอีกอย่างคือ กอล์ฟเป็นมะเร็งในสมองเนี่ยแหละ คือ ไม่รู้นะ ผมว่า ถ้ามีการปูเรื่องมาตั้งแต่เนิ่นๆเนียนๆ (แบบกอล์ฟจับผมแล้วผมร่วง ฯลฯ) ผมว่ามันน่าจะสร้างความสงสัยให้คนดูได้คลี่คลายในตอนท้ายได้ดีมากกว่า แบบนี้มันดูตายไวเกิ๊น และดูไม่มีเหตุผลมารองรับยังไงก็ไม่รู้
 
ความรักของชายรักชายในหนังเมื่อผมเก็บมาคิดต่อ
เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของหนังเป็นเรื่องซับซ้อนมากครับ การที่ลูกชายที่เป็นเกย์ต่างพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่แต่งงานกัน มาอยุ่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน เขาจะสามารถรักกันได้ไหม อันนี้ผมตอบได้แน่นอนว่า ได้ แต่มันจะถูกทำนองคลองธรรมหรือเปล่านั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง และนี่ก็เป็นข้อขัดแย้งสำคัญของเรื่องอีกอย่าง ที่ทำให้นายเอกกับพระเอก(คิดว่า)รักกันไม่ได้
 
อย่างที่บอกไปข้างต้น หนังเน้นไปที่ความรักของกอล์ฟกับแบงค์มากเกินไป จนคู่อื่นไม่ได้มีโอกาสได้เด่นมาก เช่นคู่ของต้าซึ่งเป็นคู่ชายหญิงที่ดูธรรมดาไปเลย
 
 
ความรักของพี่ต้อม ถ้าลองเก็บมาคิดต่อ มันก็คือที่คนส่วนใหญ่มองเกย์นั่นแหละครับ คือ พอมีโอกาสสักทีก็ต้องขอจัดหน่อยหละ ตัวหนังพยายามจะสื่อว่า ต้อมเป็นตัวละครอย่างว่า และไม่ดี เป็นตัวร้ายของเรื่องเลยก็ว่าได้ แต่ใครจะหารู้ไม่ ว่าจริงๆแล้วต้อมอาจจะรักแบงค์จริงๆก็ได้ (หลังจากที่ผมสังเกตเห็นแววตาของต้อม หลังจากที่แบงค์วิ่งหนีกลับบ้านไป) 
 
หนังพยายามจะสื่อผ่านต้อมว่า ตัวละครตัวนี้เขาเข้าใจอย่างที่คนอื่นๆมองเกย์ว่า เกย์ยังไงก็ต้องมีซัมธิงค์กัน นั่นเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง ทั้งๆที่มันอาจจะมาจากความรัก หรืออาจจะมาจากความใคร่ก็ได้ และถ้ามันมาจากความรักจริงๆ เกย์จะยังดูแย่ในสายตาคนอื่นอยู่ไหม? นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องกลับมานั่งคิดทบทวนกัน
 
ในเมื่อเกย์ไม่สามารถท้องได้ ความสัมพันธ์มันจึงฉาบฉวย ไม่มีอะไรรั้งให้มันอยู่ได้นานและคงทนอย่างคู่ชายหญิง สิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกคือ รักแท้จริงของเกย์มันยังมีอยู่ครับ แต่ก็น้อยและริบหรี่เหลือเกิน สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ายังไง เกย์ก็ต้องเป็นฝ่ายที่สูญเสียความรักนั้นไป ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย หรือง่ายๆเลยคือ เกย์แทบจะไม่มีโอกาสได้ครอบครองความรักที่เป็นของจริง เมื่อมีเข้ามา สุดท้ายมันก็ต้องจากไป ไม่ช้าก็เร็ว
 
ให้คะแนน
หนังเรื่องนี้ ยังทำให้ผมลืมรักแห่งสยามไม่ได้ ยังละเมียดละไมไม่พอ อาจจะด้วยทีมสร้างมีน้อย นักแสดงยังไม่มีอาชีพ ยังไม่มีภาพจดจำ เพลงไม่ได้ซึ่งเหมือนรักแห่งสยาม แต่ด้วยความพยายามที่จะชี้ทางสว่างให้กับสังคม พยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของเกย์ และพยายามที่จะลบล้างภาพเดิมๆออกไป ผมว่าหนังเรื่องนี้มีส่วนช่วยสำคัญเลยหละ (อย่างต่ำๆก็วงการสาววายทั้งหลายแหล่) ผมให้ 6/10 แล้วกัน 
 
ทิ้งท้ายเล่นๆ เก็บมาคิดต่อ
สุดท้ายแล้ว การมาของหนังวาย ทำให้ผู้ชายแท้ๆ แมนๆ เตะบอลกัน กอดคอกันยากขึ้น มองความรักระหว่างเพื่อนได้ยากขึ้น บางที มันอาจจะเป็นความรักระหว่างเพื่อนนั่นแหละ แต่ผู้ชายสองคนนั้นกลับคิดว่าเขารักกัน จึงทำให้เกิดความสับสน ความรักจึงยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก ดังนั้น จงละเอียดอ่อนกับความสัมพันธ์ครับ ไม่มีอะไรถูกผิดทั้งนั้น ผู้ตัดสินไม่ใช่ใคร นอกจากตัวเราเอง :)
 
นายวงกต
02/AUG/14
 
 
Ps. ผมวางแพลนว่าจะดูซ้ำอีกรอบนึง เพื่อจะเข้าใจแง่มุมของหนังเรื่องนี้มากขึ้น ถ้าได้อะไรจะมาบอกเพิ่มเติมนะครับ
Ps2. ถ้าบทวิจารณ์ของผมไปกระทบจิตใจใครเข้า ผมขออภัยด้วยจริงๆ ผมก็แค่อยากแสดงความคิดในสิ่งที่ผมคิดเท่านั้นเอง

Comment

Comment:

Tweet

คุนวิจารณ์มาได้ถูกต้องทุกประเด็นครับ
ผมว่าอย่างที่คุนพูดมาเป็นความจริงคับbig smile
ผมอยากไห้เจ้าของหนังกลับไปแก้ไขตามที่คุนวิจารณ์มาทั้งหมดคงจะดีนะคับbig smile

#3 By (1.2.178.90|1.2.178.90) on 2015-09-15 19:29

confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile

#2 By 0825525715 (183.89.125.209|183.89.125.209) on 2015-03-03 10:52

open-mounthed smile confused smile

#1 By (183.89.125.209|183.89.125.209) on 2015-03-03 10:52