ของเล่นของเด็กน้อย

posted on 18 Jul 2014 20:40 by etwas-labyrinth directory Diary, Idea

วันที่ 18 ก.ค. 2554

ผมเริ่มงานใหม่ได้สองวันแล้วครับ
ผมลาออกจากบริษัททัวร์ตั้งแต่เมื่อกลางเดือนมิถุนาที่แล้ว เพราะว่าไม่เหมาะกับตัวเองอย่างแรง
ที่ๆผมมาสมัครงานใหม่เป็นโรงเรียนที่ดูแลเรื่องพัฒนาการเด็กเล็กซึ่งอยู่ใกล้ๆบ้านของผมเอง


ตอนแรกแม่ก็ปรามาสนายวงกตไว้ว่า
“อย่างมึงเนี่ยนะจะทำงานกับเด็กเล็กๆได้ ขนาดหลานมึงยังไม่อยากจะอุ้มเลย”
แต่จริงๆแล้ว ผมไม่ได้เกลียดเด็กนะ ออกจะเฉยๆมากกว่า
อาจจะเป็นเพราะว่า ผมไม่รู้จะเข้าหาเด็กยังไงดี
บางทีพยายามจะเข้าหากลายเป็นว่าเราไปแกล้งเขาเสียแบบนั้น
ผมเลยเลือกที่จะอยู่ห่างๆเสียดีกว่า

 

แต่ในเมื่อนายวงกตเลือกที่จะทำงานกับเด็กน้อยต้อยตรีวิทย์แล้ว ก็คงเลี่ยงไม่ได้หละนะ
ก้าวแรกที่เข้าไป ผมคิดแล้วว่าเรื่องวุ่นวายคงรออยู่แน่ๆ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เป็นงานจับปูใส่กระด้งดีๆนี่เอง กลิ้งบ้าง งอแงบ้าง ไม่ฟังคุณครูบ้าง

 

ที่เลวร้ายที่สุดคือ มองหน้านายวงกต แล้วร้องไห้เนี่ยแหละ (ฉันเป็นครูพวกแกนะเฟร้ย!!)

 

ที่ผมเข้าไปดูงานเมื่อวานนี้ วันนี้ผมมีโอกาสได้เข้าไปช่วยสอนเอง
ผมรู้สึกว่า การทำงานกับเด็กเล็กๆก็ถูกจริตผมอยู่ไม่น้อย
อย่างแรกสุด ผมไม่ต้องฝืนยิ้มในทุกๆวัน แต่มันออกมาเองโดยอัตโนมัติ เวลาที่ผมเห็นหน้าน้องๆ
อย่างที่สอง เราเหมือนได้หยุดทบทวนช่วงเวลานั้นของตัวเอง ผ่านการมองเด็กเหล่านี้
ทุกครั้งที่ผมเข้าไปในห้องสอนที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆมากมาย
ได้ดมกลิ่นสีเทียนที่ผมคุ้นเคย มันทำให้ผมรู้สึกอาวรณ์อดีตอย่างประหลาด

 

แม้ว่าชีวิตวัยเด็กของผมออกจะเลือนรางไปบ้าง แต่ก็มีหลายสิ่งให้น่าจดจำอยู่ไม่น้อย
บ้านผมไม่ได้รวยมากครับ ถึงแม้จะบ่นว่าทำไมแม่ไม่ส่งผมมาเรียนในโรงเรียนแบบนี้บ้างในตอนนั้น
ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมันค้ำคอเราอยู่ ผมก็ไม่ได้นึกเด็กน้อยหน้าขาว แก้มป่องเหล่านี้เลย

 

ความสุขของผมในตอนนั้น.
อาจจะไม่ใช่ของเล่นราคาแพงๆ แต่เป็นดินนำมันก้อนละสองบาท
อาจจะไม่ใช้บ้านไม้ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ แต่เป็นบ้านลมตามศูนย์การค้า
อาจจะไม่ใช่การร้องเพลงกล่อมเด็กภาษาอังกฤษตามคุณครู
แต่เป็นการไปร้องเพลงที่ตู้คาราโอเกะตอนพ่อไปสังสรรค์กับเพื่อน

 

เอาเข้าจริง ชีวิตผมก็ไม่ได้ขาดอะไรไปนะ

 

หากเรากลับมามองตัวเองในวัยนี้ วัยที่เราต้องใช้ชีวิตในสังคมด้วยตัวเอง
เราพบเจอสิ่งต่างๆมากมายที่ทำให้เรามองโลกต่างจากวัยเด็กไปมาก
เราทิ้งความฝันแบบเด็กๆ มุ่งหน้าสู่สิ่งที่เราคิดว่า มันยิ่งใหญ่กว่าความฝันของเรา
บางทีอาจจะเป็นรถ บ้าน ตำแหน่งการงานที่ดี หรืออะไรก็ตามแต่
จนเราลืมความเป็นเด็กทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่โกหกพกลมสิ้นดี

 

เคยถามตัวเองไหมครับ ว่าชีวิตเรา “เครียด” ไปไหม?

 

ผมเห็นเด็กตัวเล็กๆยืนร้องไห้กระจองอแงเพราะถูกเพื่อนแย่งของเล่นไป
สักพักหนูน้อยก็หยุดร้อง เพราะว่านายวงกตยื่นของเล่นชิ้นใหม่ให้

เป็นเด็กทุกข์ง่าย แต่ก็มีความสุขได้ง่ายเหมือนกัน
เป็นเด็กไม่ต้องทนเก็บอารมณ์ความรู้สึก ไม่พอใจก็ร้องไห้ออกมาตรงนั้น
อยากได้อะไรก็กระทืบเท้า ร้องขอให้พ่อแม่ตามใจ
เป็นเด็กไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งฝัน นั่งจินตนาการ นั่งเล่นไปวันๆ
ไม่ต้องคำนึงถึงว่าหุ้นจะตกไหม? พรุ่งนี้ฉันจะมีกินไหม?

 

เป็นเด็ก ไม่ต้องกลัวการสูญเสียความรัก หรือคนรักไป
ไม่เป็นกังวลกับความสัมพันธ์ใดๆ

 

ฟังดูแล้วชวนเชื่อดีใช่ไหมล่ะครับ?

 

เป็นเด็กมีเรื่องทุกข์แค่ไม่กี่อย่างหรอกครับ
อย่างมากสุดก็ไม่ได้เล่นอย่างที่ตัวเองอยากเล่น โดนแย่งของเล่น ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่
ยิ่งเราโตขึ้น ความทุกข์ของเราก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น
จนเราไม่เหลือน้ำตาให้กับตุ๊กตาหมีที่กอดบ่อยจนคอหลุด
ไม่ได้เศร้ามาก หากเราต้องจากพ่อแม่ไปเที่ยวกับเพื่อน (บางคนกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ)
เรื่องละเอียดอ่อนบางอย่างเราก็มองข้ามมันไป ไปสนใจกับสิ่งที่มันใหญ่กว่า


จนเราลืมไปแล้วว่าตอนเด็กๆ เราเคยมีความสุขง่ายๆ
กับการได้เล่นของเล่น หรือการถือลูกโป่งสวรรค์เดินเคียงกับคนที่รัก
บางทีวัย ก็ทำให้ความสุขเราเปลี่ยนรูปแบบไป
จนเราก็ไม่รู้ว่า อะไรที่ทำให้สุขจริงๆ


จริงๆผมก็อยากลองกลับไปกลิ้งตัวเล่นขลุกๆอยู่ในบ้านลมอีกสักครั้งเหมือนกันนะ

 

นายวงกต

18/Jul./14

ป.ล. ทำงานกับเด็กก็สบายใจดีครับ แต่ผมอาจจะต้องคิดดูดีๆก่อน ว่าจะทำไปได้นานอย่างที่ใจหวังไว้จริงรึเปล่า?

Comment

Comment:

Tweet

Hot!

#6 By BPPBPP8 on 2014-08-27 15:35

เป็นเด็กไม่ต้องคิดอะไรมากจริงจริงbig smile big smile

#5 By บ้านชาวนา on 2014-08-02 17:37

#4 By (180.183.5.186|180.183.5.186) on 2014-08-01 19:01

เด็กไร้มารยา น่ารัก จริงใจในทุกสิ่ง^^

#3 By (223.204.249.217|223.204.249.217) on 2014-07-30 18:04

เด็กไร้มารยา น่ารัก จริงใจในทุกสิ่ง^^

#2 By (223.204.249.217|223.204.249.217) on 2014-07-30 18:04