เคยเหงาบ้างไหมครับ?
 
แหม่ อาจจะเป็นคำถามที่ดูไม่เจียมเอาเสียเลย
ผมเชื่อว่า ต่อให้มีเพื่อนเป็นร้อยเป็นพันล้านที่สนิทมาก
เราก็จะมีมุมส่วนตัวของเราเอาไว้นั่งเหงาๆได้เสมอ
 
ความเหงาสำหรับผมมันเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุปนๆกัน
เพื่อนไม่สนใจ อยากอยู่เงียบๆคนเดียว หรือการเลิกลาของคนรัก
บางทีเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้นั่งปรับทุกข์กับตัวเองในวันที่ไม่มีใคร
 
คำว่า 'เหงา' มันเลยเช่นชัดขึ้นในมโนภาพ
 
 
"เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ยังไงต้องทน ถนนของความเดียวดายยังอีกไกล"
 
ผมนั่งฟังเพลงเคล้ากลิ่นกาแฟในยามเช้า พลางนึกถึงเรื่องราวของใครบางคนผ่านบทเพลง
ความเหงาทำให้ผมรู้สึกว่าต้องออกไปหาอะไรทำสักอย่าง
การปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับท้วงทำนองเพลงเศร้าๆนาน รังแต่จะทำให้ผมเสียน้ำตา
 
มันผ่านมาได้เกือบครึ่งปีแล้วสินะ ที่ผมต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเดียว
 
แม้ผมจะอาศัยอยู่กับครอบครัวก็จริง แต่ที่บ้านก็ค่อนข้างจะยุ่ง ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินลงมาห้องครัวข้างล่างสลับกับขึ้นไปอ่านหนังสือบนห้องนอน
 
บางที ผมก็ตัดสินใจออกไปเที่ยวห้างคนเดียวมันเสียเลย.

ผมรู้สึกชาบู ชาบูคนที่ไปไหนมาไหนคนเดียวนะ
แรกสุด ผมรู้สึกว่า เฮ้ย แม่งเจ๋งว่ะ (ขออนุญาตไม่สุภาพ) อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องมาคอยง้อใคร
ฟังดูแล้วเป็นคำแก้ตัวของคนโสด แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
 
พูดแล้วผมก็นึกถึงเพื่อนของผมคนนึงตอนสมัยที่เรายังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
หลายๆคนเรียกมันว่า 'พวกอินดี้' และผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความต้องการของมันสักเท่าไหร่
มีหลายครั้งที่ก็ต้องปะทะคารมกับความอินดี้ของมันบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรต่อกัน
เพราะคำว่า เพื่อน คำนี้ ยังไงก็เกลียดไม่ลง.
 
มันชอบถ่ายรูปครับ.
มันเริ่มถ่ายรูปจากกล้องกึ่ง DSLR ก่อน ซึ่งผมเคยแอบดูถูกฝีมือการถ่ายรูปของมันอยู่เนืองๆ
ปัจจุบันมันรับงานถ่ายภาพรับปริญญาแล้ว ถ่ายรูปสวยเชียวหละ
ส่วนผมก็ยังเป็นพนักงานบริษัทตกงาน และช้ำรักเหมือนเดิม
 
ฟังดูไม่มีอะไรดีเลยใช่ไหม?
แต่ผมก็ยังเชื่อนะ ว่าในเรื่องไม่ดี มันต้องมีเรื่องดีๆเสมอ เพื่อนสนิทของผมเคยบอกไว้
 
เนื่องด้วยบ้านของเราสองคนค่อนข้างใกล้กัน เราเคยเจอกันโดยบังเอิญบ่อยมาก
หลังๆมานี้เราก็ไปฟิตเนสด้วยกันบ่อย เยกเวทไปพลางคุยไปพลางตามประสาเพื่อน
สลับกันอัพเดทชีวิตของกันและกันไป ทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้มันยังขายประกันอีกด้วย
 
 
ด้วยความอินดี้บวกกับเลือดศิลปากรเข้มข้น (คือ ติสท์ 55+) มันชอบไปไหนมาด้วยด้วยการปั่น 'ฟิคเกียร์' คู่ใจ
มันเคยเล่นเอาผมอ้าปากหว๋อ เมื่อมันเคยบอกว่า มันเคยปั่นฟิคเกียร์ของมันจากกทม.ไปฉะเชิงเทรามาแล้ว (เหยดดด)
 
ผมเองก็ไม่เคยถามนะว่าอะไรทำให้มันบ้าดีเดือดได้ขนาดนั้น (เพราะถามไปคงได้คำตอบที่งงๆ)
แต่ผมรู้สึกทึ่งในตัวเพื่อนคนนี้มากๆจริงๆ
พอมันบอกผมว่ามันจะทำอะไร ไม่นานผมจะเห็นมันอัพเดทในเฟสบุ๊คทันที
 
หากมาเทียบกับผม ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่กล้าออกไปเผชิญโลกภายนอกยังไงยังงั้น
วันที่ผมเพิ่งอกหักเสียใจมา ผมยังกอดแม่แน่นราวกับของเล่นรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งซื้อมาโดนรถเหยียบไปต่อหน้าต่อตาอยู่เลย
 
วีรกรรมของเพื่อนผมคนนี้มีเยอะมาก จนผมรู้สึกว่าว่า มันเจ๋งจริงๆ
มันเคยบอกรักรุ่นน้องในค่าย แต่สุดท้ายสาวเจ้าก็ไม่แยแส
ซึ่งตรงกับเหตุการณ์จริงที่ผมก็ประสบพบเจอมาเหมือนกัน
 
ผมว่า ผมเข้าใจมันดี แต่ผมแค่ไม่อยากพูดออกไป
ปล่อยให้น้ำตาได้ทำหน้าที่ของมันบ้างก็คงจะดี :)
 
 
 
ความจริง (โดยเฉพาะเรื่องของหัวใจ) อาจจะต้องรีบบอก
เพราะถ้าเก็บไว้นานๆเข้า มันก็อาจจะไม่จริงแล้ว ผมเชื่อแบบนั้น
แต่ต้องยอมรับกับสิ่งที่ตามมาด้วย.
 
ถึงแม้ผมจะไม่ได้กล้าออกต่างจังหวัดไกลๆแบบที่มันทำ (ยกเว้นตอนไปเรียนที่นครปฐม)
สิ่งที่ผมทำได้ก็คือการไปเดินห้าง หรือไปโผล่ตามสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนที่ดีควรจะไป
การไปเดินที่ไหนคนเดียว ผมมักคิดเองเออเองเสมอว่ามีสายตาหลายๆคู่กำลังจับจ้องเราอยู่ราวกับมองของแปลก
เพราะว่ารอบกายมีแต่คนมากันเป็นคู่ๆ มีมาเป็นคี่บ้าง แต่ก็มากกว่า 1 คนอยู่ดี
เขาคงนึกสงสัยว่าผมเป็นคนเพื่อนไม่คบหรืออย่างไร ทำไมต้องมาเดินคนเดียว
 
ตอนแรกๆของการใช้ชีวิตหลังความเสียใจ ผมกลัวการอยู่คนเดียวมาก
แต่ก็เพิ่งจะมาสำเหนียกตัวเองได้ว่า เพื่อนไม่ได้อยู่กับเรา 24 ชั่วโมง เขาก็มีชีวิตของเขา
พ่อกับแม่ไม่ได้มีเวลาประคบประหงมเราตลอดเวลา
น้องชายของผมก็มีครอบครัวที่ต้องดูแล
ผมจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องเข้มแข็งได้ด้วยตัวของตัวเอง
 
ก่อนหน้านั้น ผมก็ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่แล้ว
แต่พอมีบางสิ่งบางอย่างทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แรกๆการเดินคนเดียวยอมรับว่าทำให้เสียน้ำตาอยู่บ้าง
ใช้เวลาไม่นาน ผมก็กลับมาเดินคนเดียวได้อย่างเป็นปกติ เหมือนก่อนๆที่เคยทำ
และชักจะเริ่มรู้สึกดีกับการเดินไสเท้าไปตามพื้นขัดมัน ตากแอร์เย็นๆคนเดียว
เบื่อก็แอบเนียนเข้าร้านหนังสือ ซื้อไอติมโคนติดมือไปด้วย
 
การอยู่คนเดียวนานๆมันทำให้เสียนิสัยอย่างหนึ่ง
มันทำให้ผมทำตัวไม่ถูก รู้สึกไม่ชินเวลามีคนมาเดินข้างๆ
บางครั้งก็รู้สึกว่า เขาทำให้จังหวะการเดินของผมถึงกับต้องสะดุดในบางครั้ง
ผมอาจจะหยุดเดิน หรือไม่ก็ให้เขาเดินเลยไปก่อน
เพราะผมรู้ว่า การเดินคนเดียว มันมีอิสระมากมาย และไม่ต้องกลัวการเดินเหยียบเท้า
ก้าวก่ายทางเดินของกันและกัน
 
การอยู่คนเดียวของผมในระยะนี้ จึงถือว่าเป็นระยะที่ปลอดภัย
แต่ถ้ามีคนเดินมาถามผมว่าเหงาไหม?
ผมตอบเลยว่า มาก
แต่จำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปรผันตรงกับความเหงา
มีคนอยู่มากกว่าหนึ่งคน ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้ผมหายเหงา
 
ผมยังรักชีวิตอิสระของผมอยู่
ส่วนหนึ่งผมก็ยังเว้นที่ไว้คิดถึง 'เขา' อยู่เนืองๆ
ผมมองว่ามันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
 
บางที... ผมอาจจะต้องลองปั่นฟิกเกียร์ไปที่ไกลๆสักที่
สะพายกล้องแบบอินดี้ๆแบบเพื่อนของผมดูบ้างนะ
 
นายวงกต
13/07/57
 
 
P.S.
ผมเชื่อว่า สักวันผมอาจจะเปิดใจให้ใครเข้ามาร่วมเดินบนทางฝันของผมได้จริงๆสักที
ตอนนี้ผมแค่อาจจะรู้สึกกลัวมากจนเกินไป
ถ้าจะมีใครสักคน ที่เขาจะมาเดินอยู่เคียงข้างผม แล้วทำให้ผมรู้สึกไม่อยากเดินคนเดียวอีกต่อไป
 
ถึงวันนั้น ผมจะกอดเขาไว้
ไม่ให้หลุดมือเลย :)

Comment

Comment:

Tweet