มหาวิทยาลัยอกหัก (Broken-Heart University) สังกัดกระทรวงรักคุดพิการ
สีประจำมหาวิทยาลัย สีดำและสีเทา
เพลงประจำมหาวิทยาลัย เจ็บซ้ำๆ

 
สถานะหลักสูตร
ระยะเวลาการศึกษา ตลอดชีวิต
ในช่วงชีวิตหนึ่ง นักศึกษาสามารถเรียนได้หลายสาขาวิชาในคราวเดียว ไม่มีการจำกัดจำนวนหน่วยกิตในแต่ละเทอม จนกว่านักศึกษาจะเจอความรักที่แท้จริง
 
มีเปิดสอนคณะเดียวคือคณะอกหักศาสตร์ (Faculty of Broken Heart) วิชาที่เปิดสอนได้แก่
 
- สาขาวิชาการอยู่ตัวคนเดียวให้ได้ในวันที่ไม่เหลือใคร
- สาขาวิชาการหลอกลวงและถูกหลอก
- สาขาวิชาความไม่รัก
- สาขาวิชาการลืมและการจำ
- สาขาวิชาอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
- สาขาวิชาการทำใจและคำยินดี
- สาขาวิชาโซเชี่ยลมีเดียเพื่อการระบาย
- สาขาวิชาจิตวิทยาเพื่อบำบัดความเศร้า
- สาขาวิชาความเจ็บปวด
- สาขาวิชาความแค้นและการแก้แค้น
- สาขาวิชาการมองโลกในแง่ดีและไม่ดี
- สาขาวิชาการพร่ำเพ้อ และการเวิ่นเว้อ
- สาขาวิชาคนถูกทิ้ง
 
ฯลฯ หลากหลายสาขาวิชามากมาย ที่รองรับความต้องการของนักศึกษาทุกเพศทุกวัย
 
การเข้ารับศึกษา
ไม่ต้องสอบ GAT PAT อะไรทั้งนั้น ขอแค่มีความบัดซบในเรื่องของความรักก็สามารถเข้าเรียนได้แล้ว โดยการสมัครเข้าเรียนให้มาสอบสัมภาษณ์กับคณาจารย์ได้ ถ้ามีประสบการณ์เคยเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ Club Friday ฟังมาก่อน จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ
 
วิชาบังคับสำหรับนักศึกษาปี 1
ฺฺBB00101 การอกหักเบื้องต้น (Introduction to Broken heart)
BB00102 อาการทั่วไปของการอกหัก 1 (General Symtomps of Broken Heart I)
BB00103 ศิราณีเบื้องต้น 1 (Introduction to Siranee I)
BB00104 การเลือกเพลงเศร้าอย่างฉลาด (Clevery Choosing sad songs)
BB00105 การทำใจเบื้องต้น 1 (Introduction to Restraining Mind  I)
BB00106 การตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบ (Questioning the no answered Question)
 
นักศึกษาที่จบ จะได้รับปริญญาอกหักศาสตร์บัณฑิต (Bachelor of Broken Heart, B.B.H) เพื่อเป็นเครื่องยืนยันประสบการณ์ของนักศึกษา เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้อย่างคนไม่จมปลัก
 
ที่นี่ไม่มีการให้เกียรตินิยม เพราะจะเป็นการสนับสนุนให้นักศึกษาไม่มีความเจริญก้าวหน้า
 
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษากว่าครึ่งค่อนโลก ทั้งที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วก็ดี ทั้งที่ยังเรียนไม่จบก็ดี แม้หลักสูตรจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักศึกษาทุกประเทศ ทุกชาติมากนัก แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ยี่หระกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย เพราะถึงแม้จะไม่อยากเรียน สักวันก็ต้องได้เรียนอยู่ดี ขึ้นอยู๋กับว่า จะได้เรียนมากหรือน้อยแค่นั้น
 
 
**************
 
ขอสารภาพว่า นายวงกตเองก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบครับ TT
ถ้าจะให้นับกับจริงๆ ทุกสาขาวิชาที่ว่า ผมผ่านมาหมดแล้ว เรียนจนจำได้
 
แต่ไม่เคยสอบผ่าน.
ที่สำคัญ มักสอบตกเรื่องเดิมๆ (ฮา)
 
ในฐานะคนของความรักคนนึง ที่ยังคงรอคอยความรักอยู่ไกลๆ
การคาดหวังให้ใครสักคนที่เข้ามาในชีวิตเป็นรักแท้ คงเป็นความหวังที่ไม่มากจนเกินไป
ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากจับจองเป็นเจ้าของความรัก
 
แต่มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ เราทุกคนเป็นเจ้าของความรักตั้งแต่กำเนิด
และกำลังรอที่จะมอบความรักให้แก่ใครสักคน
 
ทั้งสองทฤษฎีนี้ดูจะขัดแย้งกันพิลึก แต่พอสรุปได้ว่า
 
ทฤษฎีที่ 1 เป็นความรักของคนที่เป็นผู้รับ (Reciever) คนกลุ่มนี้ไม่คิดจะหา ไม่คิดจะให้ แต่รอที่จะรับความรักอย่างเดียว จะมีอาการเจ็บปวดง่าย และรุนแรงมากเมื่อความรักจากไป เพราะมีฐานความคิดว่า ความรักไม่ใช่ของฉัน ฉันต้องคอยได้รับมันอยู่เสมอ 
 
ทฤษฎีที่ 2 เป็นความรักของคนที่เป็นผู้ให้ (Giver) คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มของคนใจกว้าง มีพื้นฐานที่ดีมาจากการรักตัวเองก่อน และพร้อมที่จะส่งมอบความรักนี้ให้กับคนอื่น 
 
แต่ทั้งสองทฤษฎีกลับเชื่อมกันด้วยความเจ็บปวดเหมือนๆกัน เมื่อความรักมันไม่สัมฤทธิ์ผลในตัวมันเอง
ยิ่งให้ ยิ่งไม่พอ.... เจ็บปวด
ยิ่งรับ ยิ่งไม่พอ.... เจ็บปวด
 
ถ้าจับคนที่ชอบให้มาอยู่ด้วยกัน 2 คน ก็จะเกิดการ mutation
กลายเป็นว่า จะมีฝ่ายนึงหยุดให้ และเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับแทน
ถ้าจับคนที่จะรับอย่างเดียวมา คงไม่ต้องพูดถึงครับ แย่แน่ๆ
 
ความรักมันประหลาด เพราะมันมักไม่ค่อยเกิดขึ้นพร้อมกัน
 
ถ้าจับคนจากทฤษฏีแรก มาอยู่กับคนที่คิดแบบที่ 2
หลายๆคนคงคิดว่า เออ มันก็น่าจะดีไม่ใช่หรอคนนึงให้คนนึงรับ 
แต่จากผลการทดลองไม่ตรงตามนั้นเสมอไป 
 
เพราะมักมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายเหลือคณา
หนึ่งในนั้นคือ ความ "ใช่" กับ "ไม่ใช่"
 
นายวงกตเคยเจอคำว่าไม่ใช่เข้าไปเต็มๆก็ถึงกับกระอักเลือกร้องเอื้อเสียเสียงหลงเลยทีเดียว
 
ไอ้ประเด็นความ ใช่ กับ ไม่ใช่นี่ ผมไม่สามารถสรุปได้จริงๆ
แต่พอจะเดาๆได้ว่า มันอาจจะมีจากสิ่งที่เรียกว่า เคมี หน้าตา หรืออะไรสักอย่างเนี่ยแหละ
 
อาจจะเป็นเพราะผมรักด้วยความไม่รู้เนี่ยแหละมั้ง
มันเลยทำให้ผมไม่เคยประสบความสำเร็จในการรักใครเลย
 
ให้ก็แล้ว รับก็แล้ว รักก็แล้ว ถูกรักก็แล้ว
แต่เราก็ไม่เคยได้รู้สึกถึงความรักนั้นเสียที
 
ความรักต้องการอะไรกันแน่?
ถ้ายังตอยคำถามนี้ไม่ได้ ผมคงไม่ได้จบจากที่นี่ง่ายๆแน่
 
รักของผมแต่ละครั้ง มันมักลงเอยด้วยการถูกหลอกเสียส่วนใหญ่
อาจเป็นเพราะว่าผมเป็นคนซื่อๆ (ออกแนวโง่ในบางที) จึงโดนหลอกเอาง่ายๆ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องของความรัก ผมโดนหลอกมาไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง
3 ครั้งในนั้นเกิดจากคนๆเดียวกัน
 
โง่ไหมล่ะครับ?
 
แต่ความโง่ของผมมันก็ทำให้ผมฉลาดขึ้นในบางสถานะการณ์
เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องทำอะไรสักอย่าง
ตอนนี้ มันสั่งให้ผมรักตัวเอง และป้องกันตัวเองจากคนเหล่านั้น
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันจาก ความรัก ของผมได้นานแค่ไหน
 
รักทำให้คนโง่ๆ โง่เป็นควายได้อีกครับ
 
ก็มีบ้างที่มีคนมาชอบผม แต่ผมก็ไม่ชอบเขาเสียแบบนั้น
บางทีเราก็ไม่อยากจะทำร้ายเขา แต่เราก็ไม่รู้จะห้ามไม่ให้เขาเจ็บปวดได้ยังไง
เราให้เหตุผลกับตัวเองว่า "เขาไม่ใช่"
แล้วไอ้คำว่า "ไม่ใช่" ที่เราชอบยกขึ้นมาบ่อยๆนี่ มีความหมายว่าอะไร?
 
คนเรานี่ก็แปลก.
คำที่ไม่มีความหมาย ก็ดันยกขึ้นมาทำให้มันมีนัยยะพิเศษอะไรบางอย่างเสียแบบนั้น
 
ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า "ความรัก" ที่ว่า
มันจะเป็นคำลอยๆที่่ยกขึ้นมา "ล้อเล่นกับความรู้สึก" เหมือนกันรึเปล่า?
 
 
ในฐานะที่ผมเป็นคนของความรัก ที่ยังตามหาความรักจากคนอื่นไม่เจอ
และยังไม่ได้มอบรัก "อย่างสุดหัวใจ" ให้กับใคร
ผมคงทำได้แค่รอเวลาที่ "ใช่"
ที่จะได้ใช้คำว่า "ใช่" กับคนๆนั้นสักที
 
ตอนนี้ผมมันก็แค่เด็กโข่งซ้ำชั้น ไม่ได้พัฒนาในเรื่องความรัก
วันๆขลุกอยู่แต่การทำสารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์
เกี่ยวกับ "ความไม่รัก"
และผมเองคงเป็นหนึ่งใน "ผู้เชียวชาญทางด้านความไม่รัก" ไปเสียแล้ว
 
"คนของความรัก"
ไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน
แต่ช่วยมาให้เห็นทีได้ไหม
ไม่อยากเป็นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านความไม่รัก
บางทีก็อยากจะ "รัก" ใครสักคนจริงๆสักที
 
 
ผมคงจะต้องทำเรื่องขอทุนไปศึกษาต่อเรื่องความรักเสียแล้วหละ
นายวงกต
18.05.14
 
ป.ล. เขียนเวลาตี 2 กว่า เวลาที่นายวงกตเพิ่งอกหักมาใหม่ๆอีกครั้ง
ท่าทางมหาลัยนี้จะรักศิษย์เอกอย่างผมมากนะ ;P

Comment

Comment:

Tweet